อาการบ้านหมุนคืออะไร

หลายคนคงเคยได้ยินอาการบ้านหมุนมาบ้างแล้ว สงสัยไหมว่า อาการบ้านหมุนคืออะไร เวียนหัวบ่อย เมารถง่าย หูอื้อ รู้สึกโคลงเคลง ตาลายคล้ายบ้านหมุน ฟังดูเหมือนเป็นอาการทั่วไป เป็นๆหายๆจนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ใครจะรู้ว่าหากอาการเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในเวลาที่คุณกำลังเดินทางขับรถ หรือทำงานกับเครื่องจักร อาจเป็นที่มาของอุบัติเหตุร้ายแรงได้

อาการเหล่านี้คืออะไร มาทำความรู้จักกัน อาการบ้านหมุน หรือที่เรียกกันว่า Vertigo เป็นอาการเวียนหัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยคุณจะรู้สึกว่าสิ่งที่อยู่รอบๆตัวคุณกำลังหมุน หรือไม่ตัวคุณเองก็กำลังหมุน ทั้งๆที่จริงแล้วคุณอยู่กับที่ ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีความรู้สึกเหมือนจะเป็นลม หูอื้อ การได้ยินลดลงหรือมีเสียงในหูร่วมด้วยได้

วิธีการรักษาก็ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งมาจากความผิดปกติที่หูชั้นใน ซึ่งมีหน้าที่ในการรักษาการทรงตัวของร่างกายคนเรา ซึ่งจะทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน และโรคเส้นประสาทในการทรงตัวอักเสบ เป็นต้น แล้วจะสังเกตได้อย่างไรว่าเป็นโรคเหล่านี้หรือไม่  

1.)โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน โรคนี้เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการบ้านหมุน ในหูชั้นในของคนเรามีหินปูนเกาะอยู่เมื่ออายุมากขึ้นหรือด้วยสาเหตุอื่น เช่น ศีรษะโดนกระแทก หินปูนก็อาจหลุดเคลื่อนเข้าไปในท่อน้ำในหูชั้นใน ทำให้น้ำในท่อนี้หมุนไม่สมดุล จึงเป็นที่มาของอาการบ้านหมุนสั้นๆแค่ไม่กี่วินาทีโดยเฉพาะขณะเปลี่ยนท่า โรคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่พบบ่อยในผู้สูงอายุรักษาได้โดยการกายภาพ จัดท่าศีรษะโดยคุณหมอเพื่อให้หินปูนกลับเข้าที่ 

2.)โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าเกิดจากอะไร และนอกจากอาการบ้านหมุนก็จะมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น หูอื้อ มีเสียงหึ่งๆ การรักษามักทำแบบการประคับประคอง เช่นให้ยาแก้เวียนหัว และแนะนำให้เลี่ยงอาหารรสเค็ม ซึ่งอาจเป็นตัวกระตุ้นอาการให้กับมาอีก โรคนี้อาการจะกำเริบเป็นระยะๆ หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแลก็อาจทำให้ประสิทธิภาพการได้ยินของคุณลดลงได้ 

3.)โรคเส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสจากไข้หวัดแล้วลามไปจุกที่เส้นประสาทการทรงตัว คุณจะมีอาการบ้านหมุน เวียนหัว ชนิดลุกขึ้นไม่ได้เลย ทำได้แค่นอนนิ่งๆ ให้อาการดีขึ้นประมาณ 3-7 วัน แต่หลังจากนั้นอาจจะยังรู้สึกโคลงเคลงอยู่บ้าง ซึ่งอาจจะต้องทำกายภาพด้วยเครื่องฝึกการทรงตัว หรือ Posturography เพื่อปรับสมดุลและฟื้นฟูระบบประสาทการทรงตัว 

สาเหตุของโรคที่ทำให้เกิดอาการบ้านหมุนค่อนข้างซับซ้อน ฉะนั้นควรหมั่นสักเกตอาการให้ดีแล้วมาปรึกษาคุณหมอก่อนที่อาการจะหนักขึ้นเพราะอันตรายเกินขึ้นได้ทุกเมื่อโดยที่คุณไม่รู้ตัว 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เครื่องช่วยฟัง

เด็กที่พิการทางการได้ยินก็มีความต้องการใช้เครื่องช่วยฟังเหมือนกัน

มีเด็กหลายคนที่มีปัญหาการไม่ได้ยินเสียงมาตั้งแต่เกิดและก็ยังมีอีกหลายคนที่มีปัญหาหลังจากที่คลอดออกมาแล้ว ซึ่งการมีปัญหาด้านการได้ยินมีหลายสาเหตุด้วยกัน สำหรับเด็กบางคนอาจเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บและการเกิดอุบัติเหตุที่มีผลกระทบมาถึงหูส่งผลให้สมีปัญหาเกี่ยวกับการฟัง

สำหรับเด็กที่เกิดมาร่างกายปกติทุกอย่างตั้งแต่เกิดแล้วต่อมาต้องมามีปัญหาทางร่างกายส่งผลให้ไม่ได้ยินเสียง เชื่อว่าสภาพจิตใจของเด็กจะต้องแย่มากๆ เพราะหากเป็นผู้ใหญ่เองที่ต้องเจอปัญหาแบบเดียวกัน กว่าจะยอมรับสภาพของตัวเองได้ก็ยังต้องทำใจอยู่นาน ถึงแม้ผู้ใหญ่จะมีวุฒิภาวะมากกว่าเด็กก็ตาม ดังนั้น ไม่ต้องพูดถึงสภาพจิตใจของเด็กเลย ซึ่งการเกิดการเปลี่ยนแปลงกระทันต่อร่างกายจะส่งผลกระทบกับจิตใจของเด็กอย่างมาก

ดังนั้นหากปัญหาที่เกิดขึ้นคือการไม่ไดยินเสียง เครื่องช่วยฟังจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก ถ้าแม้ว่าจะเข้าจะต้องรับรู้ว่าต่อไปนี้จะต้องใช้เครื่องช่วยฟังในการรับฟังเสียง เขาจะไม่สามารถฟังเสียงจากหูของตัวเองแบบธรรมชาติได้แล้ว แต่เชื่อว่าเด็กจะมีการปรับสภาพจิตใจได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

เพราะเด็กจะยังสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ตามปกติ ทำให้เขาไม่ได้รู้สึกแปลกแยกจากคนอื่น มีตัวอย่างของเด็กแถวบ้าน เป็นเด็กผู้หญิง เขามีปัญหาเรื่องการได้ยินตั้งแต่อายุ 1 ขวบแต่ช่วงแรกๆ พ่อแม่ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องช่วยฟัง และคิดว่ามันแพงเกินไป จึงไม่ได้สนใจที่จะหาซื้อมาให้ลูกใช้งาน จนมีผลต่อการพัฒนาการของลูก เด็กเริ่มไม่ค่อยพูด และพูดได้ช้าลง ไม่ค่อยไปเข้าสังคม ไม่เล่นกับใคร

เพราะเด็กมีความรู้สึกถึงความแตกต่างๆ จนเด็กอายุ ได้ 5 ขวบ พ่อแม่จึงเริ่มหันมาศึกษาเกี่ยวกับเครื่องช่วยฟังว่ามีประโยชน์ยังไง ดียังไง แล้วจึงเริ่มได้ซื้อเครื่องช่วยฟังให้กับลูกใช้ แต่มันก็เกือบจะสายเกินไปเสียแล้ว เพราะลูกมีการหยุดพัฒนาการไปสักพักแล้วต้องมาเริ่มฟื้นฟูกันใหม่

ซึ่งเป็นการเสียเวลาสำหรับเด็กและพ่อแม่ ปัจจุบันเด็กคนดังกล่าวยังคงใช้เครื่องช่วยฟัง และเขาดูมีความสุขขึ้น เขาสามารถมีเพื่อนเล่นและยิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยกับคนอื่นมากขึ้น ถึงแม้ว่าการตอบโต้กับคนอื่นอาจจะไม่เร็วเท่าเพื่อน แต่การที่เขาได้ใช้เครื่องช่วยฟังก็ทำให้เขาได้ใช้ชีวิตในสังคมได้ง่ายขึ้น พ่อกับแม่ไม่ต้องคอยมานั่งห่วงกังวลในตัวลูกของเขามากเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว แค่มี เครื่องช่วยฟัง เข้าใช้งานงานชีวิตก็ง่ายขึ้นทั้งลูกและพ่อแม่