การที่เราใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ติดเชื้อโรคเอดส์ 

   การที่เราอยู่กับแฟนโดยที่เราไม่รู้ว่าใครเป็นคนที่แพร่เชื้อให้เพราะว่าต่างคนต่างก็มาและก็มาเจอกัน  จนอยู่มาวันหนึ่งเมื่อเราอยากที่จะมีครอบครัว   เราจึงเดินจับมือเพื่อที่จะไปปรึกษาคุณหมอ  เพื่อที่จะวางแผนในการที่จะมีครอบครัว  เมื่อคุณหมอให้เรามาตรวจเลือดนั้นเราทั้งสองคนกลับพบว่าเลือดของเราทั้งสองคนเป็นเป็นบวกคือติดเชื้อเอชไอวี  

พอต่อมาจากนั้นเราก็มานั่งเถียงกันว่าใครเป็นคนที่นำเชื้อมาคราวนี้เราก็ต้องไปปรึกษาคุณหมอว่าเราต้องทำอย่างไร   

     เราจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่ออยู่บ้าน  

เมื่อเรานั้นรู้ตัวว่าเรามีเชื้อเอชไอวีสิ่งแรกที่เราที่เรารู้คือคือเราจะต้องทำตัวอย่างไร  เพราะว่าเราไม่ได้อยู่เพียงลำพัง  เพราะว่าในบ้านของเรานั้นมีทั้งเด็กและคนอื่นอีก   เราจะทำตัวอย่างไรเพราะว่าเรากลัวที่เราจะเชื้อนั้นมาติดต่อกับคนในบ้าน      แต่ว่าการติดเชื้อนั้นไม่ใช่  ว่าการที่เรานั่งกอดกัน  จูบกัน  หยอกล้อกัน  หรือแม้กระทั่งการที่เรากินอาหารร่วมกัน  หรือว่านอนร่วมกันนั้น   จะใช้จานช้อนร่วมกัน  ไม่สามารถที่จะแพร่เชื้อได้  

ดังนั้นสิ่งแรกที่เราควรที่จะทำคือการที่เราทำให้ร่างกายของเรานั้นแข็งแรง  และการที่เราที่ได้รับเชื้อนั้นระเผาผลาญสิ่งต่างๆนั้นก็ไม่เหมือนเดิม   คือเราต้องทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง เพื่อที่จะได้ไม่เป็นโรคแทรกซ้อน  

การมีเพศสัมพันธ์ ได้ไหมเมื่อเราติดเชื้อ  

คนที่เป็นโรคเอดส์นั้นไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ว่าเราควรที่จะระวังให้มาก ลองมาดูว่ามีมีอะไรบ้างที่ควรปฎิบัติก่อนและหลังเสร็จกิจ  

  • เมื่อเราจะมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนเราก็ควรที่จะป้องกันด้วยการที่เราใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อเราจะเพศสัมพันธ์  เพราะว่าถุงยางนั้นจะช่วยป้องกันเชื้อเอชไอวีไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย   
  • เมื่อเราต้องการที่จะมีเพศสัมพันธ์ทางปาก   โอกาสที่เราจะติดเชื้อจากทางช่องปากนั้นเป็นไปได้น้อย  แต่ว่าถ้าเป็นความต้องการหรือว่าแฟนของเราต้องการเราก็ควรที่จะมีแผ่นแดมหรือว่าใช้ถุงยางเพื่อหลีกเลี่ยงการที่เราจะได้รับเชื้อนั่นเอง   
  • การกอดจูบ หรือว่าร่วมกันสำเร็จความใคร่ด้วยการที่เรานวดต่างๆ  นั้นก็ถือว่าเป็นการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยที่สุด   

ถ้าทั้งคุณและแฟนหรือว่าคู่นอนของคุณนั้นเป็นเหมือนกันคุณอาจจะไม่ป้องกันก็ได้  หรือว่าคุณจะเลือกที่จะปรึกษาคุณหมอให้แน่ใจก่อน  แต่ว่าการที่เราจะมีเพศสัมพันธ์กันนั้นเราต้องทำความเข้าใจกันและกันและการที่เรารู้จักป้องกัน  และเป็นความรับผิดชอบในการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย         

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

เราจะมาบอกวิธีในการบอกลาอาการบวมน้ำ

เราเคยไหมที่เราตื่นมาแล้วเรานั้นส่องกระจกดูตัวเองแล้วรู้สึกได้ว่าตัวเรานั้นบวมขึ้น  จนทำให้เราสังเกตเห็นถึงแก้มพุงก็ป่องออกมานั้น รวมไปถึงทั้งแขนและขา  อาการเหล่านี้เขาเรียกว่าอาการที่เราบวมน้ำ  ที่ส่วนใหญ่แล้วมักจะมาจากการที่เรากินอาหารหรือว่าพฤติกรรมของการกินนั่นเอง  เราไปดูสิว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีอาการตัวบวมน้ำได้ขนาดนี้  และยังมีวิธีบอกลาอาการตัวบวมให้กลับมามีหุ่นที่เป๊ะอีกด้วย  

ตัวการสาเหตุที่ทำให้เรามีอาการตัวบวม

 

  • กินเค็ม   เมื่อเรากินอาหารที่เค็มเยอะๆร่างกายก็จะเก็บน้ำไว้โดยอัตโนมัติเพื่อที่จะได้ขับโซเดียมส่วนเกินออกมาทางไตทำให้รู้สึกได้ว่าตัวของเรานั้นเกิดอาการที่บวมๆอึดอัด  และก็อาจจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้   
  • ประจำเดือน  เกิดจากการที่เราไม่สมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจน  และก็กลายให้มีการกักของเหลวในร่างกายนั้นมากเกินกว่าปกติ  
  • กินไฟเบอร์เยอะเกินไป  เมื่อเรากินผักที่มีกากใยอาหารที่เยอะนั้นเป็นเรื่องที่ดีรวมไปถึงการที่เรากินอาหารที่เสริมนั้นด้วยแต่ว่าการที่เรากินมากจนเกินไปนั้นก้อาจจะส่งผลต่อร่างกายของเรานั่นเองอย่างเช่นจะทำให้เรานั้นท้องอืด  
  • การที่เรานั่งในท่าเดิมๆเป็นเวลาที่นาน  การที่เรานั่งหรือว่ายืนอยู่ในท่าเดิมนั้นก้จะส่งผลให้เรานั้นบวมน้ำได้เช่นกัน  โดยเฉพาะหน้าร้อน  

 

วิธีการในการลดอาการบวมน้ำ   

เมื่อเรารู้ตัวว่าเราเกิดอาการบวมน้ำเราก็กินน้ำยิ่งเข้าไปอีก  ไม่ต้อง  งง ค่ะใช่ถูกแล้วการที่เราบวมน้ำให้เรานั้นกินน้ำเข้าไปเพราะว่าการี่เรากินน้ำมากๆนั้นจะช่วยในการขับโซเดี่ยมออกจากร่างกายเป็นอย่างดีนั่นเอง  

เลี่ยงการกินอาหารที่เค็ม   อย่างที่เราเคยบอกไปแล้วว่าการที่เรากินอาหารที่เค็มนั้นจะเสี่ยงต่อการที่เป็นบวมน้ำ  สาเหตุนั้นก็คือการที่เรากินโซเดี่ยมเข้าไปมากเกินไป   ดังนั้นเมื่อเรากินอาหารเราก็ควรที่จะกินอาหารี่ไม่มีรสชาติจัดจนมากเกินไป  ไม่ใสผงชูรส และก็พยายามที่จะไม่กินอาหารที่แช่แข็งหรือว่าที่อยู่ตามร้านสะดวกซื้อ  แต่ถ้าใครนั้นที่ทำอาหารกินเองนั้นเป็นเรื่องที่ดีไปค่ะ   

การออกกำลังกาย   เพียงแค่เรานั้นลุกขึ้นมาขยับขาเบาๆก็เป็นการช่วยในเรื่องของการระบบไหลเวียนของหัวใจ  ซึ่งจะช่วยให้ลดอาการบวมลงได้  นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยให้เลือดลมนั้นได้ไหลเวียนได้ดี  

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออมสิน

อาหารที่ไม่ดีต่อผู้สูงอายุ

เมื่อคนเรามีอายุที่มากขึ้น ระบบการทำงานต่าง ๆในร่างกายก็จะมีประสิทธิภาพการทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม ระบบย่อยอาหารก็เช่นกัน

ดังนั้นผู้ที่มีอายุมากขึ้นการเลือกรับประทานจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะระบบการย่อยอาหารเริ่มทำงานได้น้อยลง หากรับประทานอาหารที่ย่อยยากเข้าไป กระเพาะอาหารก็จะทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆตามมาได้ บทความนี้จึงมาแนะนำเกี่ยวกับอาหารที่ผู้สูงอายุไม่ควรรับประทานเพื่อไม่ให้กระเพาะอาหารทำงานหนักจนเกินไป

อาหารประเภทที่มีไขมันทุกชนิด หากผู้สูงอายุรับประทานอาหารประเภทที่มีไขมันในปริมาณที่มากเกินไป จะส่งผลทำให้เกิดโรคต่าง ๆตามมาได้ง่าย เพราะกระบวนการนำไขมันไปใช้ประโยชน์ของร่างกายผู้สูงอายุทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม จึงเกิดการสะสมของไขมันได้ง่าย ส่งให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย แต่หากรับประทานแค่เพียงเล็กน้อยก็เป็นผลดีเพราะไขมันนั้นเป็นส่วนที่ช่วยในการสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย และยังเป็นตัวที่ช่วยในการดูดซึมวิตามินไปใช้ประโยชน์ตามส่วนต่าง ๆของร่างกายอีกด้วย

เต้าหู้ยี้ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะชอบรับประทานเต้าหู้ยี้ เพราะรับประทานง่าย และยังมีรสชาติที่ถูกปากอีกด้วย แต่หากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป ด้วยความที่ระบบย่อยอาหารของผู้สูงอายุทำงานได้ไม่ค่อยดีนัก จึงจะส่งผลให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้ และในอาหารชนิดนี้มีโซเดียมเป็นส่วนผสมในปริมาณที่มาก หากผู้สูงอายุรับประทานเข้าไปบ่อยครั้ง จะเกิดการสะสมในร่างกายทำให้อาจเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้

ผักกาดดอง หรือจำพวกของดองทุกชนิด เป็นอาหารที่ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะระบบขับถ่ายของผู้สูงอายุนั้นค่อนข้างจะขับถ่ายได้ง่ายกว่าคนในวัยอื่น ๆ การรับประทานของหมักดองจึงอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วงได้ง่าย จึงควรหลีกเลี่ยง แต่หากอยากรับประทานก็สามารถรับประทานได้ในปริมาณที่น้อย เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อระบบขับถ่ายมากจนเกินไป

ผลไม้ที่มีรสชาติหวานจัด การรับประทานผลไม้เป็นสิ่งที่ดีต่อผู้สูงอายุ เพราะช่วยบำรุง และเสริมสร้างวิตามินต่าง ๆให้แก่ร่างกาย แต่หากรับประทานผลไม้ที่มีรสชาติหวานจัดจนเกินไปจะทำให้มีน้ำตาลไปสะสมอยู่ในเลือดสูง เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานในผู้สูงอายุ

แอลกอฮอล์ทุกชนิด เป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุไม่ควรรับประทานเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลเสียต่อร่างกายในหลาย ๆด้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวต่าง ๆควรที่จะหลีกเลี่ยง เพราะอาจทำให้อาการของโรคนั้น ๆกำเริบขึ้นมาได้ด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่เป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด และหัวใจ การรับประทานแอลกอฮอล์เข้าไป อาจทำให้อาการของโรคกำเริบจนถึงขั้นเส้นเลือดในสมองแตก ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน จนอาจเสียชีวิตได้

ดังนั้นผู้สูงอายุจึงควรเลือกในการรับประทานอาหารเป็นอย่างมากเพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอยู่เสมอ และที่สำคัญถึงจะมีอายุที่มากแล้วก็ไม่ควรที่จะลืมการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายด้วย

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

เกลือดำ

เกลือดำ เป็นหินเกลือที่อยู่ตามแถบบริเวณภูเขาไฟได้เผาไหม้จากลาวามานานนับร้อยปี จึงทำให้เกิดสีดำ และจะมีสารของกำมะถัน จึงทำให้มีกลิ่นแรงต่างจากเกลือของประเทศไทยเรา และยังความเป็นค่าประจุไฟฟ้าสูง ในค่าประจุไฟฟ้าลบที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ  ในเกลือดำยังมีแร่ธาตุมากมายถึง84ชนิด เมื่อเรารับประทานเข้าไปจะทำให้เขา ออกกับเซลล์ในร่างกายได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยของร่างกาย และความแตกต่างของเกลือดำกับเกลือของไทย ก็คือสีของเกลือบ้านเราจะเป็นสีขาว มีไอโอดีนช่วยลดการเป็นคอหอยพอก แต่ก็มีโซเดียมสูง

เมื่อรับประทานมากๆอาจจะทำให้เกิดโรคไต โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ แต่สีของเกลือดำนั้นจะเป็นสีฉุนกว่า เมื่อเทาออกดำ และที่ต่างกันอีกอย่างคือกลิ่น กลิ่นของเกลือดำจะทานเข้าไปจะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคต่างๆได้มากมาย

สรรพคุณของเกลือดำ

เกลือดำมานิยมในบ้านเรา เพราะเชื่อว่าสามารถรักษามะเร็งได้ และเมื่อมาซื้อลองรับประทานกันในเกลือดำยังช่วยในหลายๆเรื่องของโรคภัยต่างๆในตัวมนุษย์เรา อย่างช่วยลดกรดไหลย้อน ท้องอืด และยังช่วยลดค่าไตในคนที่เป็นโรคไตวาย ช่วยลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน และยังช่วยลดอาการปวดข้อ ปวดกระดูก รักษาอาการผิวแห้ง ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย และในเกลือดำนั้นมีสารกำถันที่มีอยู่ในเกลือดำนั้นมากจึงเป็นส่วนประกอบของเคราตินที่อยู่ในร่างกายเราจะช่วยสร้างคลอลาเจน จึงช่วยบำรุงผิวให้สวย ขน ผม เล็บให้มีสุขภาพดี และยังช่วยเสริมข้อกระดูกให้มีคลอลาเจนมากขึ้นด้วย

และยังสร้างเนื้อเยื่อให้แก่ร่างกายเราด้วย และในเกลือดำยังมีแร่ธาตุที่ร่างกายเราต้องการมากมาย ยังสามารถช่วยให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย ไม่อ่อนแรงหายเหนื่อยหายเพลียได้อีกเช่นกัน ยังช่วยให้นอนหลับสบาย และยังช่วยชะลอวัยให้แกบรรดาคุณผู้หญิงอีกด้วย

สรรพคุณของเกลือดำนี้ยังไม่หมด เพราะยังช่วยในการรักษา หรือบรรเทาอาการหลายอย่าง หากท่านสนใจอยากจะลองทาน ก็มีช่องทางให้เลือกซื้อมากมาย ก็ลองหาดูในอินเทอร์เน็ตที่มีร้านค้าได้นำเกลือดำมาเสนอขาย ส่วนราคาของเกลือดำนั้นค่อนข้างราคาจะสูงตกกิโลกรัมละ300-400บาท ถ้าสั่งซื้อทางออนไลน์ก็จะมีการบวกค่าส่งไปอีก แต่แค่เห็นสรรพคุณของเกลือดำแล้วก็น่าลองหามาทานกันดู เพราะมีประโยชน์สรรพคุณมากกว่าเกลือบ้านเรา มีติดบ้านไว้ก็ไม่น่าเสียหายอาไร

 

ขอบคุณ  แทงหวยฮานอย  ที่ให้การสนับสนุน

การชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์

การชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์ คือการนำเอาหลักฐานที่สำคัญทั้งหมดอย่างเช่น คราบเลือด คราบอสุจิ เส้นผมหรือสารคัดหลั่งต่างๆ เพื่อช่วยในการสืบค้นเเละหาตัวคนร้ายที่เป็นคนกระทำต่อผู้เสียหาย เพื่อมาช่วยในการไขคดีความทางกฏหมาย เพื่อไห้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในการชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์นี้เป็นการนำเอาวิทยาศาตร์มาใช้ควบคู่กันในการหาสิ่งต่างๆที่คนธรรมดาอาจไม่รู้ ซึ่งการชันสูตรเหล่านี้ เป็นการชันสูตรทางเทคโนโลยีอย่างหนึ่งเช่น การหาทางฟิสิกส์ ชีวะวิทยา เคมี การตรวจด้วยเหงื่อ

เเละยังมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถตรวจได้ด้วย เช่น

1.การใช้ระบบตรวจสอบพิมพ์ลายนิ้วมือหรือ AFIS เป็นการนำคอมพิวเตอร์ออกมาใช้ในการตรวจสอบเเละค้นหาลายนิ้วมือของบุคคลนั้นด้วย ซึ่งการหาเเบบนี้นั้นเป็นการหาที่เฉพาะเจาะจงคนที่ค้นหาได้ถูกต้องเเละตรงที่สุดเพราะลายนิ้วมือของเเต่ละคนนั้นไม่สามารถปลอมเเปลงเเทนกันได้ เเม้กระทั่งฝาเเฝดยังลายนิ้วมือไม่เหมือนกันเลย

2.การหาประวัติอาชญากรหรือCDOS การหาประวัติอาชญากรทำไห้หาตัวผู้ถูกกระทำความผิดได้อย่างง่ายดาย

ซึ่งมีประโยชน์มากจากการสอบสวนสืบคดีความ เพราะถ้าเรามีประวัติของคนร้ายนั้นจะทำไห้ข้อมูลขึ้นมาหมดว่าใครเคยก่อคดีอะไร จากนั้นเราก็จะรู้เเละสืบสาวหาคนร้ายได้อย่างง่ายดายขึ้น ซึ่งการชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์นั้น ก็สามารถหาร่องรอยจากศพได้ เช่น การชันสูตรศพ โดยที่จะนำซากศพมาชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์ด้วย โดยการหาคราบเลือด เเละดีเอ็นเอต่างๆเเละกับการประกอบหาด้วยผู้คนที่ตายคือใคร การชันสูตรเเบบนี้จะนิยมมากในคดีฆาตกรรมของคนที่สูญหายไปนานจนไม่รู้ว่าโครงกระดูกหรือศพนั้นเป็นใครที่สูญหายไป

ซึ่งในการชันสูตรเเบบนี้คือการหาโครงกระดูก การหาระยะเวลาในการตายว่าเสียชีวิตมากี่ชั่วโมงเเล้ว การหารอยฟกช้ำการร่างกายว่าผู้ตายโดนอะไรมา กาหาอาหารในกระเพาะของผู้ตายว่าก่อนจะเสียชีวิตนั้นผู้ตายทานอาหารอะไรมา เเละสภาพศพที่สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์เเละหาการตาย เช่น การจมน้ำ การถูกฆาตรกรรมเเละข่มขืน สารพิษปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกาย

ซึ่งการเสียชีวิตเเบบผิดธรรมชาตินั้นก็จะชันสูตรศพนานหน่อยเพราะต้องใช้ความละเอียดเเละความเเม่นยำซึ่งการชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์ดังกล่าวนั้น เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่วนปัจจุบัน เพื่อใช้ควบคู่กับคดีความเช่นคดีฆาตกรรมเป็นต้น โดยที่จะใช้ตามหาผู้ถูกกระทำหรือตัวคนร้ายได้อย่างชัดเจนว่าเขาคือใคร ซึ่งในอดีตยังไม่มีการชันสูตรทางนิติวิทยาศาตร์ทำไห้หาตัวคนร้ายได้ยากขึ้น จึงได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีเเละมีการใช้วิทยาศาสตร์ต่างๆมาช่วยไขคดีความในการใช้ในการสอบสวนเเละควบคู่กันไปในการปลดลอดคดีความนั้นๆ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

บลูเบอร์รี่มีดีอย่างไรบ้าง

 หลายคนคนเคยเห็นและเคยทานบลูเบอร์รี่กันมาบ้างแล้ว เพราะเป็นผลไม้ที่กินแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก วันนี้เราจะมาแนะนำรายละเอียดของบลูเบอร์รี่ให้ทราบกันค่ะ บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนินมาจากประเทศในแถบอเมริกาเหนือ ลำต้นมีลักษณะเป็นพุ่มสูงใบจะมีลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปคล้ายหอก มีดอกสีขาว สีชมพูและสีแดงลักษณะของดอกจะคล้ายกับระฆัง ส่วนผลของบลูเบอร์รี่จะมีลักษณะกลมๆเล็กๆ ที่ปลายของผลจะมีวงแหวนเล็กๆมีลักษณะเหมือนกับมงกุฎ สีของผลบลูเบอร์รี่จะแบ่งออกเป็นระยะแรงจะมีสีเขียว แต่พอเริ่มโตมาหน่อยจะเริ่มมีสีแดงม่วงและเมื่อสุกจะมีสีครามและมีรสหวานอมเปรี้ยว

อย่างที่เราทราบกันดีว่าบลูเบอร์รี่มีประโยชน์มากมายเพราะในผลของบลูเบอร์รีจะให้วิตามินซีสูงและยังมีสารอื่นๆอีกมากมายเรามาดูกันว่าประโยชน์ที่เราจะได้จากการทานบลูเบอร์รี่มีอะไรบ้าง

เพราะในบลูเบอร์รีมีทั้งวิตามินและแร่ธาตุเยอะหลายชนิดและแต่ละชนิดก็มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้นดังนั้นการ

ทานบลูเบอร์รีจึงสามารถช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่อยู่ในร่างกายให้มีแข็งแรงห่างไกลจากโรคภัยต่างๆได้มากขึ้นรวมถึงการป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง หรือแม้แต่ปัญหาเลือดออกตามไรฟันก็สามารถช่วยได้

  1. เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงสามารถเพิ่มการทำงานของเซลล์ให้มีประสิทธิ์ภาพมากยิ่งขึ้น โดยสามารถช่วยลดปัญหาการอักเสบของหลอดเลือด ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ป้องกันการเกิดปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจและโรคที่เกี่ยวสมองและประสาท และที่สำคัญที่คนนิยมกินกันมากเพราะว่าจะช่วยในเรื่องการชะลอการแก่และช่วยในเรื่องของริ้วรอยไม่ให้มากวนใจ
  2. เนื่องจากผลไม้มีรสหวานอมเปรี้ยวจึงช่วยให้ร่างกายมีความกระปรี้กระเปร่าเมื่อได้ทาน กินแล้วจะรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก
  3. ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารดี ขับถ่ายคล่องไม่เป็นโรคท้องผูกช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้
  4. มีสารที่ช่วยยับยั้งการทำงานของแบคทีเรียที่อยู่ตามผนังท่อทางเดินปัสสาวะ ทำให้ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการเกิดการอักเสบ
  5. อีกเหตุผลที่เป็นประโยชน์ของบลูเบอร์รี่และทำให้คนนิยมกินกันมากก็คือ บลูเบอร์รีกินแล้วอิ่มแล้วให้พลังงานต่ำเหมาะอย่างมากสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก
  6. บลูเบอร์รีช่วยในเรื่องของการลดคอเลสเตอรอลและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เพราะมีสารเพคติน
  7. และที่สำคัญสามารถล้างสารพิษในร่างกายได้ 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  Kardinal stick

เด็กที่พิการทางการได้ยินก็มีความต้องการใช้เครื่องช่วยฟังเหมือนกัน

มีเด็กหลายคนที่มีปัญหาการไม่ได้ยินเสียงมาตั้งแต่เกิดและก็ยังมีอีกหลายคนที่มีปัญหาหลังจากที่คลอดออกมาแล้ว ซึ่งการมีปัญหาด้านการได้ยินมีหลายสาเหตุด้วยกัน สำหรับเด็กบางคนอาจเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บและการเกิดอุบัติเหตุที่มีผลกระทบมาถึงหูส่งผลให้สมีปัญหาเกี่ยวกับการฟัง

สำหรับเด็กที่เกิดมาร่างกายปกติทุกอย่างตั้งแต่เกิดแล้วต่อมาต้องมามีปัญหาทางร่างกายส่งผลให้ไม่ได้ยินเสียง เชื่อว่าสภาพจิตใจของเด็กจะต้องแย่มากๆ เพราะหากเป็นผู้ใหญ่เองที่ต้องเจอปัญหาแบบเดียวกัน กว่าจะยอมรับสภาพของตัวเองได้ก็ยังต้องทำใจอยู่นาน ถึงแม้ผู้ใหญ่จะมีวุฒิภาวะมากกว่าเด็กก็ตาม ดังนั้น ไม่ต้องพูดถึงสภาพจิตใจของเด็กเลย ซึ่งการเกิดการเปลี่ยนแปลงกระทันต่อร่างกายจะส่งผลกระทบกับจิตใจของเด็กอย่างมาก

ดังนั้นหากปัญหาที่เกิดขึ้นคือการไม่ไดยินเสียง เครื่องช่วยฟังจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก ถ้าแม้ว่าจะเข้าจะต้องรับรู้ว่าต่อไปนี้จะต้องใช้เครื่องช่วยฟังในการรับฟังเสียง เขาจะไม่สามารถฟังเสียงจากหูของตัวเองแบบธรรมชาติได้แล้ว แต่เชื่อว่าเด็กจะมีการปรับสภาพจิตใจได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

เพราะเด็กจะยังสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ตามปกติ ทำให้เขาไม่ได้รู้สึกแปลกแยกจากคนอื่น มีตัวอย่างของเด็กแถวบ้าน เป็นเด็กผู้หญิง เขามีปัญหาเรื่องการได้ยินตั้งแต่อายุ 1 ขวบแต่ช่วงแรกๆ พ่อแม่ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องช่วยฟัง และคิดว่ามันแพงเกินไป จึงไม่ได้สนใจที่จะหาซื้อมาให้ลูกใช้งาน จนมีผลต่อการพัฒนาการของลูก เด็กเริ่มไม่ค่อยพูด และพูดได้ช้าลง ไม่ค่อยไปเข้าสังคม ไม่เล่นกับใคร

เพราะเด็กมีความรู้สึกถึงความแตกต่างๆ จนเด็กอายุ ได้ 5 ขวบ พ่อแม่จึงเริ่มหันมาศึกษาเกี่ยวกับเครื่องช่วยฟังว่ามีประโยชน์ยังไง ดียังไง แล้วจึงเริ่มได้ซื้อเครื่องช่วยฟังให้กับลูกใช้ แต่มันก็เกือบจะสายเกินไปเสียแล้ว เพราะลูกมีการหยุดพัฒนาการไปสักพักแล้วต้องมาเริ่มฟื้นฟูกันใหม่

ซึ่งเป็นการเสียเวลาสำหรับเด็กและพ่อแม่ ปัจจุบันเด็กคนดังกล่าวยังคงใช้เครื่องช่วยฟัง และเขาดูมีความสุขขึ้น เขาสามารถมีเพื่อนเล่นและยิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยกับคนอื่นมากขึ้น ถึงแม้ว่าการตอบโต้กับคนอื่นอาจจะไม่เร็วเท่าเพื่อน แต่การที่เขาได้ใช้เครื่องช่วยฟังก็ทำให้เขาได้ใช้ชีวิตในสังคมได้ง่ายขึ้น พ่อกับแม่ไม่ต้องคอยมานั่งห่วงกังวลในตัวลูกของเขามากเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว แค่มี เครื่องช่วยฟัง เข้าใช้งานงานชีวิตก็ง่ายขึ้นทั้งลูกและพ่อแม่

คนท้องควรกิน !!!

สำหรับหญิงสาวคนไหนที่กำลังท้องควรจะมีการบำรุงตัวเองเป็นพิเศษเพราะอาหารที่เรากินเข้าไปนั้นจะส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทางด้านร่างกายหรือสมอง ล้วนส่งผลทั้งสิ้นดังนั้นคุณแม่ที่กำลังตั้งท้องควรจะหาอะไรกินเพื่อเข้าไปเสริมสร้างร่างของของลูกน้อยให้แข็งแรง

มาดูกันว่ามีอาหารอะไรบ้างที่คุณแม่ที่กำลังตั้งท้องควรกิน

  1. ปลาแซลมอน  อย่างแรกเลยคือเนื้อปลา คุณแม่ควรทานเนื้อปลาให้มากมาก ปลาอะไรก็ได้ยิ่งเฉพาะปลาแซลมอนจะดีมากมากเพราะปลาชนิดนี้มีโอเมก้า 3 เยอะซึ่งมันจะช่วยให้ลูกน้อยของคุณมีความจำดีเป็นเด็กฉลาด หากเรากินปลาแซลมอนตั้งแต่ลูกเราอยู่ในท้องก็ประโยชน์ของปลาที่เราจะได้รับจะส่งผลทั้งต่อตัวแม่เองและลูกน้อยในท้องเพราะโอเมก้า 3 จะเข้าไปพัฒนาการทำงานของระบบสมองให้กับทารกในครรภ์
  2. ผักใบเขียวเข้ม อันนี้เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าผักใบเขียวนั้นมีประโยชน์อย่างมาก เพราะจะเต็มไปด้วยวิตามินทั้ง เอ , ซี , เค , และยังมีพวกกรดโฟลิกและแคลเซียมที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จำเป็นต้องใช้งานในปริมาณที่มากอย่างยิ่ง ซึ่งหากเรากินผักใบเขียวเข้าไปจะส่งผลให้ลดความเสี่ยงให้กับเด็กในท้องไม่ต้องมีความผิดปกติตั้งแต่เกิด และยังช่วยเรื่องการดูแลสุขภาพของทั้งแม่และเด็กให้แข็งแรง ซึ่งยังมีผลต่อการพัฒนาการของเด็กทารกได้อีกด้วย ตัวอย่างของผักใบเขียวเข้มที่ควรกิน ได้แก่ ผักคะน้า ผักบรอกโคลี หรือแม้แต่ผักโขม
  3. ข้าวโอ๊ต  สำหรับอาหารที่เหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้น ข้าวโอ๊ตคือหนึ่งในอาหารที่คุณแม่ควรกิน เพราะข้าวโอ๊ตจะมีใยอาหารเยอะ รวมถึงมีทั้งวิตามินบีและแร่ธาตุต่างๆ ดังนั้นหากคุณแม่ที่กำลังท้องกินจะช่วยคุณแม่เรื่องของลดความเสี่ยงในการเป็นโรคโลหิตจางและยังช่วยคุณแม่ในเรื่องการอาเจียน คลื่นไส้ ที่สำคัญช่วยให้ท้องไม่ผูกอีกด้วย ส่วนทางด้านของทารกเองก็จะเข้าไปช่วยเกี่ยวกับการบำรุงสมองของทารก และการสร้างเซลล์สมองและอวัยวะต่างต่างของทารกให้สมบูรณ์แข็งแรง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ นี้เป็นเพียงอาหารบางส่วนที่เหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ยังมีอีกหลายเมนูที่คุณแม่ช่วงตั้งท้องควรจะต้องกินอาหารเหล่านี้ให้มากดีกว่าการไปหาซื้อยาเสริมร่างกายมากินเพราะการกินอาหารเหล่านี้ปลอดภัยมากกว่าการกินยาเสียอีก  ทั้งอิ่มและมีประโยชน์แบบนี้แล้ว คุณแม่แม่ทั้งหลายอย่าลืมหามาทานกันนะคะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

ท้องเสียมากจากการดื่มกาแฟ


ท้องเสียมากจากการดื่มกาแฟ
หลายๆ คนบางทีอาจจะเคยสังเกตว่าสินค้าลดความอ้วน หรือยาระบายถ่ายท้องสำหรับผู้ที่มีลักษณะท้องผูก มักมาในลักษณะของกาแฟสำเร็จรูป บางบุคคลกล่าวว่าดื่มกาแฟอย่างไรก็จำต้องถ่ายอยู่แล้ว เพียงแค่กาแฟปกตินี่แหละ ไม่ต้องใส่สมุนไพรมะขามแขกหรืออะไรทั้งหมด แต่ว่ากับบางบุคคลก็ดื่มกาแฟแล้วไม่มีอาการอะไรใดๆ เพราะเหตุใดถึงเป็นแบบนั้น?

นพ.พิรัตน์ หมอผู้ที่มีความเชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์ เจ้าของเฟซบุ๊คเพจ ความรู้สนุกๆ แบบหมอแมว ชี้แจงว่า

กาแฟ รวมทั้งคาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นตัวรับมัสคารินิก ซึ่งกระตุ้นให้ลำไส้ของเรามีการบีบตัว นอกนั้นการกินน้ำ (กาแฟ) ในจำนวนมาก (3 แก้วขึ้นไป) ก็ทำให้กระเพาะยืดตัว กระตุ้นแก๊สโตรโคลิกรีเฟล็กซ์ ซึ่งทำให้เกิดการถ่ายอย่างหมดไส้หมดท้องได้”

แม้กระนั้นกรณีนี้จะเกิดขึ้นก็เมื่อเป็นผู้ที่ไม่เคยดื่มกาแฟมาก่อน หรือนานๆ ดื่มกาแฟ ไม่ได้ดื่มกาแฟเป็นประจำทุกวัน ด้วยเหตุผลดังกล่าวคนใดกันแน่ที่รู้สึกตัวว่าไม่ค่อยได้ดื่มกาแฟ ก็อย่าดื่มกาแฟมาก เพราะว่านอกเหนือจากจะมีความเสี่ยงต่ออาการท้องเดินแล้ว บางทีอาจโดนฤทธิ์ของคาเฟอีนเข้าไปได้ (ในบางราย) เช่น ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ ไม่สบายใจ ปวดหัว หรือบางบุคคลบางครั้งก็อาจจะแพ้คาเฟอีน ยกตัวอย่างเช่น ริมฝีปาก หรือลิ้นบวม ผื่นขึ้น ถ้าหากมีลักษณะอาการร้ายแรงบางทีอาจถึงกับขนาดหน้าบวม หายใจไม่ออก อ้วกคลื่นไส้ แล้วก็เวียนหัวได้ด้วยเหมือนกัน

โดยเหตุนั้น เทคนิคสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยได้ดื่มกาแฟแล้วต้องการดื่มเพื่อแก้ง่วงนอน หรือต้องการดื่มเพื่อลิ้มชิมรสชาติ ควรที่จะเลือกดื่มกาแฟในสูตรที่ไม่เข้มข้นมากมาย อาจจะเริ่มต้นจากกาแฟลาเต้ มอคค่า หรือสั่งบาริสต้าให้ลดความเข้มข้นกาแฟลง รวมทั้งอย่าดื่มเกิน 1 แก้วในคราวเดียว ตลอดวันไม่ดื่มเกิน 3 แก้ว (แก้วกาแฟ) จิบครั้งละนิด เบาๆ ไม่ดื่มรวดเดียวหมด หรือจะหาอาหารทานระหว่างดื่มกาแฟไปด้วยก็ได้ จะช่วยทำให้ร่างกายซึมซับคาเฟอีนช้าลง

หูฟังใช้อย่างไรไม่ทำให้หูหนวก

         อาจพูดได้ว่าปัจจุบันหูฟังเป็นอุปกรณ์ที่ผู้คนนิยมใช้งานกันมากอย่างหนึ่ง เพราะไม่ว่าเราจะฟังข่าว เล่นเกม หรือฟังเพลง เราสามารถใช้หูฟังเพื่อให้เสียงที่เราได้ยินไม่ไปรบกวนผู้อื่น แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการใช้หูฟังนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะหากเราใช้หูฟังอย่างไม่ถูกต้อง จะมีผลเสียระบบการได้ยินของหูของเราด้วย เช่นทำให้หูหนวกได้  

ปัจจุบันหูฟังมีการจำผลิตและจำหน่ายอยู่ 3 แบบ เราเรามาดูกันว่าแต่ละแบบมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบาง และเราควรเลือกใช้หูฟังแบบไหน ที่จะทำให้หูของเราไม่ต้องเสี่ยงเป็นโรคหูหนวก

1.หูฟังแบบที่ครอบหู  ซึ่งหูฟังชนิดนี้จะนิยมใช้งานกันมากในกลุ่มวัยรุ่น โดยหูฟังแบบนี้จะสามารถป้องกันเสียงของบรรยากาศจากภายนอกไม่ให้เข้าไปในหูได้  ดังนั้นผู้ใช้งานจึงไม่จำเป็นต้องปรับระดับความดังของเสียงมากเกิดไป จึงไม่เกิดอันตรายต่อหู แต่ข้อเสียคือหูฟังชนิดนี้จะมีลักษณะที่ใหญ่ บางคนจะรู้สึกไม่สะดวกที่จะต้องพกพาออกไปใช้งานนอกบ้าน

2.หูฟังแบบเอียร์บัด  สำหรับหูฟังชนิดนี้ จะไม่ค่อยช่วยป้องกันเสียงรบกวนจากบรรยากาศรอบนอกได้ดีนัก การใช้งานเพียงใส่ไว้ที่รอบนอกรูหู ดังนั้นคนที่ใช้งานส่วนใหญ่จะใช้งานเมื่อยามออกนอกบ้านเท่านั้น แต่ข้อเสียของหูฟังชนิดนี้คือ เมื่อไม่สามารถกั้นเสียงจากภายนอกไม่ให้เข้าไปในหูได้ ดังนั้นผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะมีการปรับระดับเสียงที่หูฟังให้มีความดังมากขึ้น ซึ่งจะมีผลเสียต่อหู อาจะทำให้เกิดปัญหาแก้วหูอักเสบหรือเป็นโรคหูหนวกได้

3.หูฟังชนิดเสียบหู สำหรับหูฟังชนิดนี้ จะมีขนาดเล็กสามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก อีกทั้งยังสามารถป้องกันเสียงบรรยากาศจากภายนอกไม่ให้เข้าไปรบกวนในหูได้ ดังนั้นผู้ใช้งานจึงไม่จำเป็นต้องปรับเสียงให้ดังมากนัก ไม่เป็นอันตรายต่อหู แต่ข้อเสียของหูฟังชนิดนี้คือ เมื่อเราไม่ได้ยินเสียงภายนอก อาจทำให้เราเกิดอุบัติเหตุได้หากนำมาใช้งานนอกบ้าน

 ที่บอกว่าหูฟังจะมีผลกระทบต่อการทำให้หูหนวกนั้น เพราะโดยปกติแล้วคนเราไม่ควรฟังเสียงที่ดังเกิน 90 เดซิเบลและการใช้งานหูฟังก็ไม่ควรใช้งานนานต่อเนื่องเกิน 1 ชั่วโมงที่สำคัญเราควรปรับความดังของหูฟังไม่ควรเกิน 60 % ของความดังสูงสุดของอุปกรณ์ ซึ่งหากหูของเราได้ยินเสียงที่ดังมากๆ นานๆ อาจทำให้เกิดปัญหาหูอักเสบหรือหูหนวกได้ 

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก เว็บ เครื่องช่วยฟัง ที่แนะนำเรื่องราวดีๆให้แก่บุคคลที่สนใจ