คนท้องควรกิน !!!

สำหรับหญิงสาวคนไหนที่กำลังท้องควรจะมีการบำรุงตัวเองเป็นพิเศษเพราะอาหารที่เรากินเข้าไปนั้นจะส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทางด้านร่างกายหรือสมอง ล้วนส่งผลทั้งสิ้นดังนั้นคุณแม่ที่กำลังตั้งท้องควรจะหาอะไรกินเพื่อเข้าไปเสริมสร้างร่างของของลูกน้อยให้แข็งแรง

มาดูกันว่ามีอาหารอะไรบ้างที่คุณแม่ที่กำลังตั้งท้องควรกิน

  1. ปลาแซลมอน  อย่างแรกเลยคือเนื้อปลา คุณแม่ควรทานเนื้อปลาให้มากมาก ปลาอะไรก็ได้ยิ่งเฉพาะปลาแซลมอนจะดีมากมากเพราะปลาชนิดนี้มีโอเมก้า 3 เยอะซึ่งมันจะช่วยให้ลูกน้อยของคุณมีความจำดีเป็นเด็กฉลาด หากเรากินปลาแซลมอนตั้งแต่ลูกเราอยู่ในท้องก็ประโยชน์ของปลาที่เราจะได้รับจะส่งผลทั้งต่อตัวแม่เองและลูกน้อยในท้องเพราะโอเมก้า 3 จะเข้าไปพัฒนาการทำงานของระบบสมองให้กับทารกในครรภ์
  2. ผักใบเขียวเข้ม อันนี้เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าผักใบเขียวนั้นมีประโยชน์อย่างมาก เพราะจะเต็มไปด้วยวิตามินทั้ง เอ , ซี , เค , และยังมีพวกกรดโฟลิกและแคลเซียมที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จำเป็นต้องใช้งานในปริมาณที่มากอย่างยิ่ง ซึ่งหากเรากินผักใบเขียวเข้าไปจะส่งผลให้ลดความเสี่ยงให้กับเด็กในท้องไม่ต้องมีความผิดปกติตั้งแต่เกิด และยังช่วยเรื่องการดูแลสุขภาพของทั้งแม่และเด็กให้แข็งแรง ซึ่งยังมีผลต่อการพัฒนาการของเด็กทารกได้อีกด้วย ตัวอย่างของผักใบเขียวเข้มที่ควรกิน ได้แก่ ผักคะน้า ผักบรอกโคลี หรือแม้แต่ผักโขม
  3. ข้าวโอ๊ต  สำหรับอาหารที่เหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้น ข้าวโอ๊ตคือหนึ่งในอาหารที่คุณแม่ควรกิน เพราะข้าวโอ๊ตจะมีใยอาหารเยอะ รวมถึงมีทั้งวิตามินบีและแร่ธาตุต่างๆ ดังนั้นหากคุณแม่ที่กำลังท้องกินจะช่วยคุณแม่เรื่องของลดความเสี่ยงในการเป็นโรคโลหิตจางและยังช่วยคุณแม่ในเรื่องการอาเจียน คลื่นไส้ ที่สำคัญช่วยให้ท้องไม่ผูกอีกด้วย ส่วนทางด้านของทารกเองก็จะเข้าไปช่วยเกี่ยวกับการบำรุงสมองของทารก และการสร้างเซลล์สมองและอวัยวะต่างต่างของทารกให้สมบูรณ์แข็งแรง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ นี้เป็นเพียงอาหารบางส่วนที่เหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ยังมีอีกหลายเมนูที่คุณแม่ช่วงตั้งท้องควรจะต้องกินอาหารเหล่านี้ให้มากดีกว่าการไปหาซื้อยาเสริมร่างกายมากินเพราะการกินอาหารเหล่านี้ปลอดภัยมากกว่าการกินยาเสียอีก  ทั้งอิ่มและมีประโยชน์แบบนี้แล้ว คุณแม่แม่ทั้งหลายอย่าลืมหามาทานกันนะคะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

ท้องเสียมากจากการดื่มกาแฟ


ท้องเสียมากจากการดื่มกาแฟ
หลายๆ คนบางทีอาจจะเคยสังเกตว่าสินค้าลดความอ้วน หรือยาระบายถ่ายท้องสำหรับผู้ที่มีลักษณะท้องผูก มักมาในลักษณะของกาแฟสำเร็จรูป บางบุคคลกล่าวว่าดื่มกาแฟอย่างไรก็จำต้องถ่ายอยู่แล้ว เพียงแค่กาแฟปกตินี่แหละ ไม่ต้องใส่สมุนไพรมะขามแขกหรืออะไรทั้งหมด แต่ว่ากับบางบุคคลก็ดื่มกาแฟแล้วไม่มีอาการอะไรใดๆ เพราะเหตุใดถึงเป็นแบบนั้น?

นพ.พิรัตน์ หมอผู้ที่มีความเชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์ เจ้าของเฟซบุ๊คเพจ ความรู้สนุกๆ แบบหมอแมว ชี้แจงว่า

กาแฟ รวมทั้งคาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นตัวรับมัสคารินิก ซึ่งกระตุ้นให้ลำไส้ของเรามีการบีบตัว นอกนั้นการกินน้ำ (กาแฟ) ในจำนวนมาก (3 แก้วขึ้นไป) ก็ทำให้กระเพาะยืดตัว กระตุ้นแก๊สโตรโคลิกรีเฟล็กซ์ ซึ่งทำให้เกิดการถ่ายอย่างหมดไส้หมดท้องได้”

แม้กระนั้นกรณีนี้จะเกิดขึ้นก็เมื่อเป็นผู้ที่ไม่เคยดื่มกาแฟมาก่อน หรือนานๆ ดื่มกาแฟ ไม่ได้ดื่มกาแฟเป็นประจำทุกวัน ด้วยเหตุผลดังกล่าวคนใดกันแน่ที่รู้สึกตัวว่าไม่ค่อยได้ดื่มกาแฟ ก็อย่าดื่มกาแฟมาก เพราะว่านอกเหนือจากจะมีความเสี่ยงต่ออาการท้องเดินแล้ว บางทีอาจโดนฤทธิ์ของคาเฟอีนเข้าไปได้ (ในบางราย) เช่น ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ ไม่สบายใจ ปวดหัว หรือบางบุคคลบางครั้งก็อาจจะแพ้คาเฟอีน ยกตัวอย่างเช่น ริมฝีปาก หรือลิ้นบวม ผื่นขึ้น ถ้าหากมีลักษณะอาการร้ายแรงบางทีอาจถึงกับขนาดหน้าบวม หายใจไม่ออก อ้วกคลื่นไส้ แล้วก็เวียนหัวได้ด้วยเหมือนกัน

โดยเหตุนั้น เทคนิคสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยได้ดื่มกาแฟแล้วต้องการดื่มเพื่อแก้ง่วงนอน หรือต้องการดื่มเพื่อลิ้มชิมรสชาติ ควรที่จะเลือกดื่มกาแฟในสูตรที่ไม่เข้มข้นมากมาย อาจจะเริ่มต้นจากกาแฟลาเต้ มอคค่า หรือสั่งบาริสต้าให้ลดความเข้มข้นกาแฟลง รวมทั้งอย่าดื่มเกิน 1 แก้วในคราวเดียว ตลอดวันไม่ดื่มเกิน 3 แก้ว (แก้วกาแฟ) จิบครั้งละนิด เบาๆ ไม่ดื่มรวดเดียวหมด หรือจะหาอาหารทานระหว่างดื่มกาแฟไปด้วยก็ได้ จะช่วยทำให้ร่างกายซึมซับคาเฟอีนช้าลง

เช็คสุขภาพก่อนวิ่งเพื่ออะไร

สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นออกกำลังกายด้วยการวิ่งนั้น ควรทำการตรวจสุขภาพก่อน เพราะจากเหตุการณ์ที่ผ่านมามักพบการที่เราไม่สามารถคาดเดาเหตุการณ์ข้างหน้าได้ซึ่งจะพบกับนักวิ่งอยู่เสมอ คือการที่กำลังป่วยเป็นโรคบางอย่างอยู่ และเมื่อวิ่งทำให้อาการของโรคกำเริบจนเสียชีวติ โดยเฉพาะโรคหัวใจ ซึ่งหากใช้กำลังหรือออกแรงมากกว่าปกติจะส่งผลกับการเต้นของหัวใจ ทำให้เสียชีวิตจากหัวใจวายขณะวิ่งได้ ดังที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของนักวิ่งเอง ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพก่อนวิ่งอยู่เสมอ ด้วยเหตุผล 2 ข้อ ดังนี้

1. ค้นหาโรคร้ายที่ซ่อนอยู่
ในการตรวจสุขภาพนั้นแน่นอนว่าเป็นการเช็คทุกอย่างของร่างกายเราเพื่อทำการตรวจคัดกรองโรคทั่วไปที่อาจไม่สามารถตรวจพบได้ หรือไม่มีแสดงอาการออกมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะโรคหัวใจ ซึ่งการออกแรงมากเกินกว่าปกติต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจะส่งผลโดยตรงกับการเต้นของหัวใจทำให้หน้ามืด เป็นลม เเน่นหน้าอก ใจสั่น หรือเสียชีวิต รวมถึงโรคร้ายอื่นๆ เช่น โรคเนื้อเยื่อสมองเสื่อมรุนแรงเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของนักกีฬาอาชีพ อย่าง ไมค์ เว็บสเตอร์ (Mike Webster) นักอเมริกันฟุตบอลผู้มีชื่อเสียง ที่ปฏิเสธการตรวจสุขภาพก่อนลงแข่ง

2. ประเมินความเสี่ยงของร่างกาย
ร่างกายของทุกคนมีพื้นฐานความแข็งแรงและอื่นๆ ที่แตกต่างกัน ดังนั้นร่างกายจึงสามารถรองรับหรือทนต่อสิ่งต่างๆ ได้แตกต่างกัน ดังนั้นในการวิ่งมาราธอนที่ต้องใช้กำลังกายและกำลังใจมาก โดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่เคยลงสนามมาก่อน หรือพึ่งลงวิ่งมาราธอนเป็นครั้งแรก บอกกับสภาพอากาศที่ร้อนมากของประเทศไทยยิ่งทำให้การวิ่งนั้นหินมาก มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด (Harvard University) ได้ทำการศึกษาวิจัย และพบว่า มีคนหนุ่มสาวเสียชีวิตขณะเล่นกีฬามากกว่า 200-300 คน ในทุกๆ ปี โดยสาเหตุการตายก็จะมี โรคหอบหืด โรคลมแดด ดังนั้นการหายใจให้เป็นจังหวะและดื่มน้ำให้เพียงพอในระหว่างวิ่ง รวมถึงหมั่นสังเกตอาการขณะวิ่ง ไม่ควรฝืนหากพบว่ามีอาการผิดปกติ การพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนออกวิ่งจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

โรคพยาธิชอนไชผิวหนัง อันตรายแค่ไหน

โรคพยาธิชอนไชผิวหนัง เกิดจากสาเหตุใด ?
จากกรณีการเสนอข่าวเรื่องมีพยาธิสตรองจิลอยด์ (Strongyloidiasis) ที่พบผู้ป่วยติดเชื้อถึงแก่ความตาย ในผู้ที่ไม่สวมรองเท้าชอบเดินเท้าเปล่า จากการที่มีพยาธิไชผิวหนังเข้าไปในร่างกายและเข้าสู่กระแสเลือด ลุกลามไปถึงอวัยวะสำคัญต่างๆ และเสียชีวิตในที่สุด โรคพยาธิชอนไชผิวหนัง เกิดจากพยาธิตัวกลมระยะตัวอ่อนที่สามารถไชเข้าสู่ผิวหนังได้ และพยาธิปากขอที่พบในสัตว์อย่าง แมว สุนัข วัว และควาย รวมไปถึงพยาธิเส้นด้ายของสัตว์

พยาธิ พบได้ที่ไหน ?
แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พยาธิตัวอ่อนในระยะติดต่อพบในดินที่ชื้นแฉะที่ปนเปื้อนมูลสัตว์ และจะไชเข้าสู่ผิวหนังปกติ หรือผิวที่มีแผล ในคนที่เดินเท้าเปล่า หรือเด็กที่นั่งเล่นบนพื้นดิน หรือทรายบริเวณชายหาด

อาการของโรคพยาธิชอนไชผิวหนัง
1. ผื่นขึ้นบริเวณมือ เท้าหรือก้นที่สัมผัสกับดินทรายโดยตรง
2. เห็นเป็นเส้นนูน แดง หรือตุ่มน้ำใส ขนาดประมาณ 3 มม. และอาจยาวถึง 20 ซม. คดเคี้ยวไปมาตามการไชของพยาธิ ซึ่งจะเคลื่อนที่ได้วันละ 2-3 มิลลิเมตร หรือหลายเซนติเมตร
3. มีอาการคันมาก อาการทางผิวหนังมักจะเกิดใน 1-5 วันหลังสัมผัส และคงอยู่ได้นาน 2-14 สัปดาห์หรือนานเป็นปี
4. อาการอื่น ๆ ที่อาจพบในผู้ป่วยบางราย เช่น อาการทางปอด เช่น ไอ หรือ ผื่นลมพิษ
สำหรับตัวจิ๊ดหรือตัวอ่อนของพยาธิจะเคลื่อนที่อยู่ในผิวหนังชั้นลึกๆ จะมีอาการบวมแดง อักเสบและปวด เมื่อพยาธิย้ายที่ไปมา แตกต่างกับกลุ่มพยาธิปากขอ ที่ไม่สามารถเติบโตในร่างกายคนได้ จึงทำได้เพียงแค่ไชอยู่ในผิวหนัง จนตายไปเอง หรือร่างกายเราสามารถกำจัดได้เองจากภูมิคุ้มกันหรือจากการรักษา

การรักษาโรคพยาธิชอนไชผิวหนัง
สำหรับการรักษาพยาธิ สามารถใช้ยาฆ่าพยาธิ ชนิด albendazole 400 มก.ต่อวัน นาน 3 วัน หรือ ivermectin รับประทานครั้งเดียว เป็นการรักษาที่ได้ผลดี เนื่องจากในประเทศไทยพบอัตราการเป็นโรคพยาธิปากขอสูงในแมวและสุนัข และสัตว์เลี้ยงทั้งสองก็มีมากในประเทศไทยทั้งที่มีเจ้าของและไม่มีเจ้าของ จึงมีโอกาสที่พยาธิปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมมาก การป้องกันที่ดีที่สุดคือ ไม่ให้พยาธิไชเข้าร่างกาย จะต้องสวมรองเท้าเวลาเดินเสมอ และหลีกเลี่ยงการนั่งหรือสัมผัสบนดิน ทราย ที่อาจมีการปนเปื้อนมูลสัตว์ และควรถ่ายพยาธิให้แมวและสุนัขเพื่อไม่ให้มีการแพร่ปรสิตสู่ดิน

ปิ้งย่าง ภัยเงียบที่ควรระวัง

เนื้อสัตว์สุดโปรดบนเตาย่างร้อนๆ พลิกไปพลิกมา เสียงดังเปี๊ยะ ซู่ซ่าๆ ชวนน้ำลายไหล แถมยังมาพร้อมกลิ่นหอมของเครื่องเทศที่เราชื่นชอบ แค่นึกก็หิวขึ้นมาทันที

แต่เดี๋ยวก่อน… อาหารปิ้งย่างที่ชวนหิวต้นปียันท้ายปีเนี่ย มันมีอันตรายแอบแฝงมาด้วยนะ ถ้ากินเป็นประจำ ระวังโรคมะเร็งจะถามหา งั้นมาดู 6 ภัยร้ายอาหารปิ้งย่าง และเทคนิคการกินกันเถอะ

6 ภัยร้ายจากอาหารปิ้งย่าง
ฝุ่นละอองที่สามารถลอย หรือแขวนลอย อยู่ในชั้นบรรยากาศ (Aerosols, แอโรซอล) จะทําให้ความเร็วของการไหลของอากาศในปอดลดลง ส่งผลให้เกิดการตกค้างของ “ฝุ่นละอองในปอด” ถ้ามีปริมาณมาก จะทําให้มีโอกาสป่วยด้วย โรคระบบทางเดินหายใจ มากขึ้น

สารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds, VOCs) ทําให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยแบบเฉียบพลัน และเรื้อรัง โดยมีผลโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ และเป็นสารที่มีความเสี่ยงในการก่อมะเร็ง

ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide) สามารถจับกับเลือดได้ดีกว่าออกซิเจนถึง 200-250 เท่า จึงได้ชื่อว่าเป็น “มลพิษไร้สีไร้กลิ่น” หรือ “ฆาตกรเงียบ” เมื่อได้รับก๊าซนี้ ในปริมาณมากจะทําให้ร่างกายเกิดภาวะขาดออกซิเจน และจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

สารไนโตรซามีน ก่อให้เกิดมะเร็งในสัตว์ได้ และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการ เกิดมะเร็งในตับ มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหารในคน

สารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (พีเอเอช – PAHs) – เป็นสารพิษที่ค่อนข้างร้ายแรงมาก เป็นสารเริ่มต้นของสารก่อมะเร็ง พบในเขม่าควันไฟ ไอเสียของเครื่องยนต์ ดังนั้น จึงพบสารชนิดนี้ในส่วนที่ไหม้ เกรียมของอาหารปิ้งย่าง อาหารทอด กรอบ อาหารรมควัน เหมือนที่เราเคยได้ยินคำเตือนว่า “อย่าทานของไหม้เกรียม เสี่ยงเป็นมะเร็งได้นะ”

สารเฮทเทอโรซัยคลิก เอมีนส์ (Heterocyclic amines) – ฤทธิ์ของเจ้าสารตัวนี้ สามารถทำลายสารพันธุกรรม (หรือที่เรียกกันว่า ดีเอ็นเอ) ของร่างกายซึ่งมีผลต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร และลำไส้ใหญ่ และสารนี้ยังสามารถซึมผ่านไปสู่เนื้อเยื่ออื่นๆ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายได้อีกด้วย

เทคนิคลดอันตรายจากอาหาร ปิ้งย่าง
เลือกร้านที่อากาศถ่ายเท – ลองหารีวิวร้านปิ้งย่าง จากโลกโซเชี่ยลว่าร้านไหน อาหารสดใหม่ บรรยากาศดี และที่สำคัญ อาการถ่ายเทไม่อึดอัด

  • เลือกเนื้อไม่ติดมัน – กินปิ้งย่างทำให้อ้วนได้ง่าย ดังนั้นให้พยายามเลือกทานเนื้อปลา และเนื้อไก่เป็นหลัก เพราะ มีไขมันน้อยกว่าเนื้อหมู และเนื้อวัว นั่นเอง

 

  • ไม่ปิ้งจนเกรียม – เพื่อลดสารก่อมะเร็ง และคงรสชาติที่ดี อย่าเผลอปิ้งอาหารจนไหม้เกรียม แต่ถ้าเผลอทำจนเกรียมแล้ว แนะนำให้ทิ้งอย่าไปเสียดาย

 

  • ส่วนรอยไหม้บนเตาปิ้งย่าง ถ้าเห็นว่าเริ่มมีเยอะแล้ว ให้พยายามทำความสะอาด หรือเปลี่ยนเตาปิ้งย่าง เพื่อลดสารพิษนั่นเอง

 

  • ดื่มน้ำเปล่า – เข้าใจว่าอาหารปิ้งย่าง มักต้องทานคู่กับน้ำอัดลม แต่เพื่อสุขภาพที่ดี ควรเลี่ยงน้ำอัดลม หรือดื่มให้น้อยที่สุด แล้วเลือกดื่มน้ำเปล่าแทน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงโรคอ้วนได้ แถมน้ำเปล่ายังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

 

  • ทานผักเยอะๆ – นอกจากเมนูเนื้อสัตว์ต่างๆ ก็ควรเพิ่มเมนูผักเข้าไปด้วย

 

  • ใช้เตาไฟฟ้า – เตาไฟฟ้านอกจากจะไร้ควันที่ก่อมลพิษแล้ว ยังสามารถควบคุมระดับความร้อนได้มากกว่าการใช้เตาถ่านด้วย

 

  • น้ำจิ้มต้องสดใหม่ – น้ำจิ้มที่ดีและรสชาติอร่อย ควรทำสดใหม่ ไม่ใช้น้ำจิ้มค้างคืน เพื่อรสชาติที่ดี และป้องกันการเกิดอาการท้องร่วงได้อีกด้วย

เครียดทำไม ออกกำลังกายให้คลายเศร้า

ออกกำลังกายคลายเศร้าบรรเทาเครียด
เราสอนกันมานานแล้วว่า การออกกำลังกายเป็นแนวทางหนึ่งที่จะคงไว้ซึ่งร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ความอ้วน และโรคอื่นๆอีกสารพัด และนับวัน ผลการวิจัยยิ่งชี้ชัดว่า การออกกำลังกายช่วยลดอาการทางจิตได้หลายอาการ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดหรือซึมเศร้า ทั้งยังป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้ด้วย
การออกกำลังกายไม่ได้หมายถึงการออกแรงอย่างหนัก เหงื่อตกมากๆ การออกกำลังกายที่ให้ผลทางสุขภาพจิตนั้นแม้เพียงแค่เดินปกติสัก 10 นาทีก็ได้ผลแล้ว เพราะเราไม่ได้มุ่งหวังจะลดน้ำหนักสัก 1 -2 กิโลกรัมที่ต้องวิ่งเป็นระยะทางไกลๆ วิ่งเร็วๆ ให้เหงื่อแตกพรั่กๆ

ในทางตรงกันข้าม การออกกำลังกายทางจิตวิทยานั้น หมายถึงการทำร่างกายให้แอคทีฟขึ้นเพื่อส่งผลให้ลดอารมณ์ทางด้านลบและเพิ่มอารมณ์ด้านบวกให้มากขึ้น และยิ่งมีการวางแผนให้เหมาะสมก็จะยิ่งได้ผลมากยิ่งขึ้นด้วย

แม้ว่า กลไกที่การออกกำลังกายส่งผลลดอาการ เศร้า เครียด กดดัน เหนื่อยล้าจิตใจ หงุดหงิดโมโห หรือแม้แต่สิ้นหวังนั้นยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่ในทางสรีรวิทยา การออกกำลังกายช่วยเพิ่มระดับของสารเคมีในสมอง หรือสารสื่อประสาทที่ปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น อย่างเช่น เอนดอร์ฟิน (endorphins) ช่วยคลายกล้ามเนื้อ หลับลึกขึ้น ลดฮอร์โมนความเครียด และมีผลให้จิตใจสงบขึ้น

ประโยชน์ในทางสุขภาพจิต

– เพิ่มความสำเร็จและความเชื่อมั่นในตนเอง
การออกกำลังกายเพิ่มความรู้สึกว่า เราทำอะไรได้สำเร็จและเมื่อต่อเนื่องนานๆ เข้าก็จะผันเป็นเพิ่มความเชื่อมันในตนเอง ดอกเตอร์คริสตินบอกว่า ความรู้สึกเชื่อมั่นมั่นใจในการเปลี่ยนแปลงตัวเองสำเร็จเป็นพลังด้านบวกที่จะโน้มน้าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านบวกอื่นๆ ให้เกิดขึ้นตามมา เขายังอธิบายต่อไปว่า เวลาที่คนเราซึมเศร้า เรามักจะคิดว่า เราไม่มีแรง หรือพลังเพียงพอที่จะดูแลตัวเอง หรือรับผิดชอบอะไรต่อมิอะไร คนที่ซึมเศร้าจะขาดความเชื่อมั่นในตนเอง รู้สึกขาดประสิทธิภาพ จึงทำให้ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นการได้ออกกำลังกายจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาสัมผัสความสำเร็จเล็กๆ ขั้นต้นได้อีกครั้งหนึ่งอันเป็นก้าวแรกของก้าวต่อๆ ไป

– หันเหความสนใจไปในทางบวก
เมื่อเวลาที่เราเศร้าหรือเครียด เรามักสนใจหมกมุ่นกับตัวเอง กับอาการ และผลของอาการ วนเวียนอยู่อย่างนั้น สิ่งนี้เป็นผลาญเวลาไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ นอกจากนั้นมันยังลดประสิทธิภาพในการขบคิดแก้ปัญหา ทำให้วงจรร้ายอันนี้ดำดิ่งยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้าม การออกกำลังกาย ทำให้เราหันเหความสนใจออกไปเรื่องอื่น ละความคิดในแง่ลบลง โฟกัสกับสิ่งหรือคนอื่นๆ บ้าง ยิ่งไปกว่านั้น การไปออกกำลังกายจะได้พบเห็นสิ่งต่างๆ พบผู้คน หรือการเปิดเพลงไปพร้อมๆ การออกกำลังกายก็ช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

– เพิ่มความมีคุณค่าในตัวเอง
การออกกำลังกายช่วยฟื้นฟูอาการที่คิดว่าตัวเองไร้ค่าไร้ประสิทธิภาพ ออกกำลังกายแม้เพียงนิดก็ช่วยให้เรามองตัวเองดีขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเรา และคิดที่จะทำตัวเราให้เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้น

– จับคู่ในทางบวก
ในระหว่างการออกกำลังกายนั้น ร่างกายเรามีการเปลี่ยนแปลงของการหายใจ เหงื่อออก ชีพจรเร็วขึ้น อาการเหล่านี้คล้ายกับอาการที่เกิดเมื่อเวลาเราเครียด แต่อาการที่เกิดขณะออกกำลังกายเหล่านี้เกิดขึ้นคู่กับความรู้สึกดีๆ ทางจิตใจของการได้ออกกำลังกาย ดังนั้นโดยอัตโนมัติจิตใจของเราก็จะจับคู่อาการใจสั่น เหงื่อออก หายใจเร็วหรือขัด ไปในทางบวก ต่อต้านกับความรู้สึกเดิมๆ ทำให้เรามองหรือเห็นอาการทำนองนี้ไปในด้านบวกมากขึ้น ลดหรือเลิกกลัวกับอาการเหล่านี้ที่เดิมเคยคิดว่ามันเป็นความเครียด เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้โดยไม่กลัวมัน

– สิ่งแวดล้อมพร้อมสนับสนุน
การออกกำลังกายเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อม ผู้คนแวดล้อมในทางบวก เพราะคนซึมเศร้ามักแยกตัวเอง การออกกำลังกายทำให้ได้พบปะผู้คน ยิ่งเป็นผู้คนที่ชอบออกกำลังกาย คนเหล่านี้อารมณ์แจ่มใสอยู่แล้ว รอยยิ้ม คำพูด เสียงหรือสิ่งต่างๆรอบตัวล้วนเสริมอารมณ์ให้แจ่มใสง่ายขึ้น

– ทักษะการคิดในทางบวก
การทำอะไรในทางบวกที่จะจัดความเครียดความเศร้าเป็นประสบการณ์ด้านบวก เป็นการเรียนรู้ว่าวิธีจัดการกับอาการเหล่านั้นทำได้ และสำเร็จด้วย เพราะแทนที่จะนั่งรอให้ความเครียดความเศร้ามันหายไปเอง การได้ช่วยตัวเองด้วยการออกกำลังกายจึงทักษะหรือประสบการณ์ในด้านบวกให้เพิ่มมากขึ้น

การฝืนความฝืด

แน่นอนครับ การลุกขึ้นมาออกกำลังกายสำหรับคนที่ไม่เคย ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นความฝืดที่ยิ่งใหญ่แบบหนึ่ง ข้างล่างนี้เป็นแนวทางบางประการที่จะช่วยลดความฝืดเหล่านั้นลงหาวิธีออกกำลังกายแบบที่เราสนุก ไม่ว่าจะเป็นชนิดของการออกกำลังกาย เวลาที่สะดวก สถานที่รู้สึกดีๆ กับคนที่ชอบ ฯลฯจะช่วยให้การออกกำลังกายสนุกขึ้นได้ ตั้งเป้าแบบที่เป็นไปได้ การตั้งเป้าแบบเริ่มต้นก็จะออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมงต่อวันนั้น บางทีเป็นเป้าที่สูงเกินจริง ค่อยๆ เริ่มค่อยๆ ทำครับ อาจแค่วันละ 5 นาทีแล้วเพิ่มก็ได้ จะได้มีกำลังเพราะทำสำเร็จได้ง่าย

ซอยย่อยแผนการออกกำลังกาย สมมติว่า อยากออกกำลังกายให้ได้ 45 นาทีต่อวัน ให้แบ่งเป็น เดิน 10 นาที แกว่งแขน 5 นาที พัก 5 นาที วิ่งอีก 10 นาที ฯลฯ แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้ เมื่อเราประสบความสำเร็จเล็กๆ ความสำเร็จที่ใหญ่กว่าก็อยู่ไม่ไกล ขอให้แค่เริ่มเท่านั้นอย่าคิดว่าการออกกำลังกายเป็นภาระ ให้คิดเสียว่า มันเป็นยาชนิดหนึ่งที่จะช่วยรักษาหลายโรค ทั้งยังลดความเฉื่อย เพิ่มความเชื่อมั่น เพิ่มการมองแง่บวก ฯลฯ

เตรียมพร้อมสำหรับอุปสรรค ใหม่ๆอาจมีเยอะ แต่พอผ่านพ้นไปทีละขั้นทีละน้อยมันจะน้อยไปเอง การแบ่งแผนการออกกำลังเป็นข้อย่อยๆ ช่วยให้เวลาที่เราทำไม่สำเร็จในขั้นใด จะไม่เสียหายไปทั้งหมด ไม่ต้องเริ่มใหม่หมด เราสามารถที่จะเริ่มต้นในจุดต่อไปได้ อย่างน้อยก็ไม่คิดว่ามันพังทั้งหมด

ยึดมั่นกับการแผนออกกำลังกาย

การเริ่มต้นเป็นสิ่งที่ยาก แต่การรักษาไว้ดูจะยากยิ่งกว่า ดังนั้นเราต้องเตรียมการเอาไว้ครับ เอาไว้แก้ไขสถานการณ์ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ฝนตก มีทางเลือกอื่นๆ ของการออกกำลังกายไหม หารองเท้าไม่เจอ ตื่นสาย ฯลฯ ต้องมีทางออกเอาไว้ การคิดถึงผลดีต่างๆ ในการออกกำลังกาย และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในทางดีที่เกิดขึ้นจะช่วยให้เรายึดอยู่กับออกกำลังกายได้นานขึ้น แรงผลักอื่นๆ ก็เช่นกัน ให้หามาเป็นแรงจูงใจให้ออกกำลังกายได้ต่อไป และอย่าลืมว่า ซอยย่อยแผนการออกกำลังกายเป็นขั้นเล็กๆ ช่วยให้เรื่องที่ฝืดลื่นขึ้น เมื่อล้มนิดล้มหน่อยจะลุกและก้าวต่อได้ง่ายขึ้นครับ

ลดน้ำหนักต้องระวังสิ่งต่อไปนี้ต่อไปนี้

10 เครื่องดื่มที่ควรระวัง สำหรับผู้ควบคุมน้ำหนัก

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังลดน้ำหนัก และได้ทำการควบคุมอาหารแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พึงจะต้องระวังก็คือเครื่องดื่ม เพราะเครื่องดื่มบางชนิดกให้น้ำตาลสูงและไม่ดีต่อสุขภาพด้วย วันนี้เราจะมาดู 10 เครื่องดื่มที่ควรระวังสำหรับการควบคุมน้ำหนัก

1. น้ำผลไม้

เพราะน้ำผลไม้ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยน้ำตาล เว้นเสียแต่จะเป็นน้ำผลไม้ที่แปะฉลากไว้ว่า เป็นน้ำผลไม้ 100%

2. กาแฟเย็นโปะวิปครีม

กาแฟเย็นรสหวานมัน โปะวิปครีมรสชาติละมุนลงไป ช่างเอร็ดอร่อยอะไรเสียอย่างนี้ แต่รู้ไหมว่า กาแฟโปะวิปครีมแก้วหนึ่งสามารถให้พลังงานได้มากถึง 800 แคลอรี่ แถมน้ำตาลอีกตั้ง 170 กรัม หากเป็นไปได้ลองหันมาสั่งกาแฟใส่นมไขมันต่ำ ลดไซรัปลงครึ่งหนึ่ง และไม่โปะวิปครีม น่าจะดีกว่า

3. น้ำดื่มปรุงกลิ่นและรส

น้ำดื่มปรุงกลิ่นและรสมักมีการผสมวิตามิน หรือสารบางอย่างเพิ่มเข้ามา เช่น เพิ่มวิตามินซี เพิ่มแอลคานิทีน เป็นต้น ทำให้รู้สึกว่าเป็นน้ำดื่มที่ดีต่อสุขภาพ แต่ความจริงแล้วพวกมันส่วนใหญ่ก็ผสมน้ำตาลเทียมมาด้วยไม่น้อย

4. โซดา

การบริโภคโซดาเกินพอดีมีความเกี่ยวข้องบางประการกับความอ้วน แต่ถ้านาน ๆ ครั้งจะกินสักครั้งก็ถือว่าโอเค

5. มิกเซอร์

บรรดามิกเซอร์สารพัดชนิดที่บาร์เหล้าล้วนมีน้ำตาลผสมอยู่ รวมทั้งมีการแต่งกลิ่นและใส่สีสังเคราะห์ด้วย

6. สมูทตี้ผลไม้พร้อมดื่ม

สมูทตี้ผลไม้พร้อมดื่ม ฟังชื่อแล้วดูช่างดีต่อสุขภาพ แต่รู้ไหมว่าบรรดาสมูทตี้พร้อมดื่มทั้งหลายใส่น้ำตาลผสมมาเป็นว่าเล่น หากต้องการสมูทตี้ที่ดีต่อสุขภาพจริง ๆ สักแก้ว ปั่นกินเองที่บ้านจะดีที่สุด เพราะคุณสามารถควบคุมปริมาณน้ำตาล หรือจะอาศัยความหวานจากผลไม้ล้วน ๆ เลยก็ได้ ทั้งยังปราศจากสารกันบูดด้วย

7. เหล้า

เหล้าแค่ 2 แก้ว ก็เพิ่มความเสี่ยงให้คุณเข้าข่ายน้ำหนักตัวเกินได้แล้ว แถมยังส่งผลเสียต่อสุขภาพ อีกต่างหาก เพราะฉะนั้นจะดื่มสังสรรค์แต่ละทีก็ควบคุมปริมาณกันด้วยนะจ๊ะ

8. น้ำมะนาวพร้อมดื่ม

น้ำมะนาวพร้อมดื่มนั้นมีทั้งสารแต่งสีและสารกันบูด แถมยังเสี่ยงกับปริมาณน้ำตาลที่มากเกินพอดี ทางที่ดีคั้นน้ำมะนาวดื่มเองจะปลอดภัยที่สุด

9. น้ำดื่มเสริมเกลือแร่

รู้ไหมว่าน้ำดื่มเสริมเกลือแร่สำหรับนักกีฬาและผู้เสียเหงื่อนั้น มีน้ำตาลและสารกันบูดผสมอยู่ไม่น้อยเลยล่ะ

10. เครื่องดื่มเสริมพลังงาน

เครื่องดื่มเสริมพลังงานที่กินแล้วสดชื่นทันใจ ก็มีน้ำตาลผสมอยู่ไม่น้อย แถมยังมีคาเฟอีนอีกด้วย (เป็นเหตุผลว่าทำไมที่ฉลากจึงมีคำเตือนว่า ห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวด นั่นเอง)

น่าตกใจจริง ๆ ที่เครื่องดื่มบางชนิดที่ดูแล้วน่าจะดีต่อสุขภาพ เช่น น้ำผลไม้ หรือสมูทตี้ กลับกลายเป็นเครื่องดื่มที่ผู้ที่ควบคุมน้ำหนักต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ รู้อย่างนี้แล้วคงต้องมีสติในการเลือกเครื่องดื่มกันให้มากขึ้นแล้วล่ะ การหันไปดื่มน้ำสุดคลาสสิคอย่าง “น้ำเปล่า” และรับวิตามินจากผักผลไม้สด ๆ ที่หวานน้อย น่าจะดีกับสุขภาพของคุณมากที่สุดค่ะ

วิธีคลายกล้ามเนื้อหลังโยคะ

การปวดกล้ามเนื้อเป็นอาการที่ได้พบบ่อยหลังจากการออกกำลังกายประเภทใดๆ ก็ตาม โดยอาจเกิดขึ้นเพราะคุณเพิ่งเริ่มออกกำลังกายเป็นครั้งแรก หรือเพิ่งเปลี่ยนไปออกกำลังกายประเภทอื่นเป็นครั้งแรก โดยอย่างยิ่ง ถ้าใครเคยเล่นโยคะเป็นครั้งแรก จะรู้ดีว่า วันรุ่งขึ้นจะรู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัว ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ วันนี้ ขอนำเสนอ วิธีคลายกล้ามเนื้อหลังจากเล่นโยคะมาฝากค่ะ

ทำไมรู้สึกปวดเมื่อยหลังจากเล่นโยคะ
การปวดกล้ามเนื้อหลังจากการออกกำลังกายประเภทใดๆ ก็ตาม เกิดจากกล้ามเนื้อทำงานหนัก ซึ่งทำให้เกิดการฉีกขาดในระดับเนื้อเยื่อ (microscopic tears) แต่กล้ามเนื้อก็มีกระบวนการรักษาตัวเอง ที่เรียกว่าการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อเติบโต และเริ่มแข็งแรงมากขึ้น

กล้ามเนื้อจะค่อยๆ ซ่อมแซมตัวเองระหว่างการออกกำลังกาย ในกรณีที่คุณเพิ่งเริ่มเล่นโยคะ และฝึกโยคะทุกวัน เราแนะนำว่าคุณควรหาวันพักสัก 1 วัน เพื่อให้เวลาร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองและฟื้นฟูกล้ามเนื้อบ้าง การเหยียดกล้ามเนื้อในขณะที่ร่างกายคุณไม่มีความยืดหยุ่นพอจะทำให้คุณปวดกล้ามเนื้อเช่นกัน

ในการเล่นโยคะ มีท่าต่างๆ ที่คุณต้องเหยียดยืดร่างกายในลักษณะที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน การใช้กล้ามเนื้อและระยะในการเคลื่อนไหว จะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เกิดแรงดึงที่เอ็นยึดกล้ามเนื้อและข้อต่อได้ด้วย

ยิ่งปวดยิ่งดีต่อกล้ามเนื้อ
อาการปวดกล้ามเนื้อจากการเริ่มเล่นโยคะโดยทั่วไปนั้นเกิดขึ้นเพียงครั้งคราว และไม่ถือว่ามีอันตรายใดๆ ถ้าหากคุณไม่หักโหมมากเกินไป หรือเหยียดกล้ามเนื้อเกินกว่าระดับความยืดหยุ่นของคุณจะรับไหว

ความปวดเมื่อยเป็นสัญญาณที่กำลังบอกว่าคุณเริ่มแข็งแรงขึ้น และร่างกายมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถเพิ่มระดับความท้าทายขึ้นไปอีกได้ถ้าต้องการ ดังนั้น ความเจ็บปวดเมื่อเริ่มเล่นโยคะ ดูจะเป็นสิ่งเล็กน้อยที่แลกกับประโยชน์ทางสุขภาพในระยะยาว จริงมั้ยคะ

นอกจากนี้ งานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในปี 2003 ใน Indian Journal of Physiology and Pharmacology ยังพบข้อมูลว่าคนที่มีอายุเกิน 40 ปี และฝึกเล่นโยคะมากกว่า 5 ปี จะมีอัตราชีพจรขณะพัก และระดับความดันโลหิตที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกลุ่มคนที่ไม่ค่อยได้มีกิจกรรมเคลื่อนไหวในแต่ละวัน แสดงให้เห็นว่าการเล่นโยคะนั้นส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมอย่างเห็นได้ชัด

การบำบัดด้วยตัวเอง
อาการปวดกล้ามเนื้อส่วนใหญ่หลังเล่นโยคะสามารถหายดีได้ด้วยการบำบัดด้วยตัวเองและไม่ต้องพึ่งคุณหมอค่ะ ต่อไปนี้ เป็นเคล็ดลับที่มีประโยชน์ที่จะช่วยให้คุณสามารถแก้ปัญหาปวดกล้ามเนื้อได้ด้วยตัวเองค่ะ

นวดบริเวณที่ปวดเบาๆ ด้วยน้ำมัน
การนวดเป็นเทคนิคโบราณที่มหัศจรรย์ซึ่งใช้เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและบรรเทาความเจ็บปวด การนวดช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดที่ก่อตัวขึ้นในกล้ามเนื้อและช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและทำให้หายปวดเร็วขึ้น

การประคบร้อน
การอาบน้ำอุ่นหรืออบไอน้ำสามารถขจัดความเจ็บปวดออกจากร่างกายของคุณอย่างได้ผลดีมาก ความร้อนจะช่วยลดความแข็งติดของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายมากขึ้นและลดความเจ็บปวดลง นอกจากนี้ ความร้อนจะเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังบริเวณที่ปวดและขจัดพิษที่สะสมออกไป ซึ่งเป็นการเร่งกระบวนการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

การเติมดีเกลือ (Epsom salt) ลงในน้ำสำหรับอาบเป็นวิธีหนึ่งที่จะเพิ่มประโยชน์ของการประคบร้อนที่มีต่อสุขภาพได้มากขึ้นไปอีก เพราะดีเกลือจะช่วยผ่อนคลายระบบประสาท ลดความตึงของกล้ามเนื้อและดูดพิษต่างๆ จากร่างกาย

การใช้ยาแก้ปวด
ยาแก้ปวดจะบรรเทาความเจ็บปวดและการอักเสบของกล้ามเนื้อได้ การซื้อยาแก้ปวดมากินเองก็ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าความเจ็บปวดยังไม่บรรเทาหลังจากใช้วิธีแบบธรมชาติ เช่น การนวด หรืออาบน้ำอุ่นแล้ว

และถ้าทำทุกยอ่างตามวิธีข้างต้นแล้ว ยังไม่สามารถบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ที่เกิดขึ้นได้ เราแนะนำให้คุณปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาว่าคุณได้รับบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อชั้นลึกหรือไม่

ถุงน้ำแข็ง
การประคบถุงน้ำแข็งบริเวณขาข้างที่เจ็บใน 2 วันแรกจะช่วยบรรเทาความปวดกล้ามเนื้ออย่างได้ผล และหลังจาก 48 ชั่วโมงแรก ให้ใช้วิธีการแช่น้ำอุ่นที่ผสมดีเกลือตามหลังจากประคบเย็น ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดส่วนที่เหลือได้

นอกจากนี้ จากข้อมูลของนิตยสาร Yoga Journal ยังได้แนะนำด้วยว่าการใช้ยาหม่อง ที่เรารู้จักกันดีและหาซื้อได้ง่าย ก็สามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดกล้ามเนื้อได้เช่นกัน

อย่างก็ไรตาม ควรปรึกษาแพทย์ถ้าเป็นความเจ็บปวดแบบฉับพลันและเป็นนานแบบเรื้อรัง และอย่าลืมขอความเห็นชอบจากแพทย์ก่อนใช้การบำบัดด้วยสมุนไพรเองด้วยนะคะ

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ถ้าอาการเจ็บปวดแย่ลงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาใดๆ ให้ติดต่อแพทย์เพื่อวินิจฉัยว่าอาการของคุณเป็นเพียงเป็นการบาดเจ็บธรรมดาหรือเป็นปัญหาที่ร้ายแรงกว่านั้น

เครียดลงกระเพาะ โรคร้ายของคนวัยทำงาน

รู้หรือไม่ว่า เวลาเราเครียด ฮอร์โมนในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไป หัวใจจะเต้นแรง เร็ว แต่ไม่เป็นจังหวะ เส้นเลือดบีบตัว ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ส่วนกระเพาะอาหารของเราก็จะหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าที่ควรจะเป็น ลำไส้บีบตัวอย่างรุนแรง ฯลฯ

อาการของโรคเครียดลงกระเพาะ ของแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไปดังนี้

– ปวดท้อง หรือมวนท้อง ซึ่งอาการดังกล่าวจะบรรเทา หรือหายไปเมื่อถ่ายอุจจาระ
– ถ่ายอุจจาระมากกว่าวันละ 3 ครั้ง หรือถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์
– ต้องเบ่งถ่าย หรือกลั้นไม่อยู่ หรือรู้สึกว่าถ่ายไม่สุด
– ปวดบริเวณลิ้นปี่
– มีอาการท้องอืด หรือรู้สึกว่ามีลมในกระเพาะมาก
– คลื่นไส้อาเจียนหลังอาหาร

ถึงแม้ว่าอาการดังกล่าวจะไม่ได้ส่งผลให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่อาการเครียดลงกระเพาะก็ส่งผลให้ ประสิทธิภาพในการทำงานของเราลดลงเป็นอย่างมาก

วิธีการรักษาโรคเครียดลงกระเพาะ วิธีการรักษาโรคนี้จะต้องแก้กันที่ต้นเหตุ ด้วยการคลายความเครียดด้วยวิธีการ ดังนี้

1. เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน ถ้าความเครียดของเราเกิดจากเกิดจากการหมกมุ่นอยู่กับเหตุการณ์ในอดีต หรือมัวแต่คิดถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึงแล้วล่ะก็ การหมั่นดึงจิตใจให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ยอมรับความจริง และคิดหาทางแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ และมีสติ จะช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี

2. หัดระบายความรู้สึกออกมาบ้าง การได้เล่าความเครียดให้คนอื่นฟัง หรือ จดลงในบันทึกส่วนตัวเป็นอีกวิธีง่ายๆที่จะเอาความเครียดออกไปจากตัวของเรา

3. ออกกำลังกาย เพราะทุกครั้งที่ออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารเอนโดฟิน ออกมาทำให้เรารู้สึก สบายใจ ลดความวิตกกังวลลง

4. ลองตื่นแต่เช้า แล้วลงไปเดินเล่นสวนสาธารณะ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด เป็นการเพิ่มพลังให้กับตัวเอง จะทำให้เราพร้อมที่จะแก้ทุกปัญหาที่จะเข้ามา โดยที่ไม่มีความเครียดมารบกวนได้

5. หัดปล่อยวางซะบ้าง ถ้าเจอปัญหาที่มันหาทางออกไม่ได้จริงๆ วิธีที่ดีที่สุดคือ วางมันลงไว้ก่อน แล้วถอยหลังออกมาตั้งหลัก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ผ่อนคลาย เมื่อเราพร้อมค่อยกลับมาดูมันอีครั้ง บางทีในครั้งหลังเราอาจจะพบทางออกก็ได้