การที่เราใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ติดเชื้อโรคเอดส์ 

   การที่เราอยู่กับแฟนโดยที่เราไม่รู้ว่าใครเป็นคนที่แพร่เชื้อให้เพราะว่าต่างคนต่างก็มาและก็มาเจอกัน  จนอยู่มาวันหนึ่งเมื่อเราอยากที่จะมีครอบครัว   เราจึงเดินจับมือเพื่อที่จะไปปรึกษาคุณหมอ  เพื่อที่จะวางแผนในการที่จะมีครอบครัว  เมื่อคุณหมอให้เรามาตรวจเลือดนั้นเราทั้งสองคนกลับพบว่าเลือดของเราทั้งสองคนเป็นเป็นบวกคือติดเชื้อเอชไอวี  

พอต่อมาจากนั้นเราก็มานั่งเถียงกันว่าใครเป็นคนที่นำเชื้อมาคราวนี้เราก็ต้องไปปรึกษาคุณหมอว่าเราต้องทำอย่างไร   

     เราจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่ออยู่บ้าน  

เมื่อเรานั้นรู้ตัวว่าเรามีเชื้อเอชไอวีสิ่งแรกที่เราที่เรารู้คือคือเราจะต้องทำตัวอย่างไร  เพราะว่าเราไม่ได้อยู่เพียงลำพัง  เพราะว่าในบ้านของเรานั้นมีทั้งเด็กและคนอื่นอีก   เราจะทำตัวอย่างไรเพราะว่าเรากลัวที่เราจะเชื้อนั้นมาติดต่อกับคนในบ้าน      แต่ว่าการติดเชื้อนั้นไม่ใช่  ว่าการที่เรานั่งกอดกัน  จูบกัน  หยอกล้อกัน  หรือแม้กระทั่งการที่เรากินอาหารร่วมกัน  หรือว่านอนร่วมกันนั้น   จะใช้จานช้อนร่วมกัน  ไม่สามารถที่จะแพร่เชื้อได้  

ดังนั้นสิ่งแรกที่เราควรที่จะทำคือการที่เราทำให้ร่างกายของเรานั้นแข็งแรง  และการที่เราที่ได้รับเชื้อนั้นระเผาผลาญสิ่งต่างๆนั้นก็ไม่เหมือนเดิม   คือเราต้องทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง เพื่อที่จะได้ไม่เป็นโรคแทรกซ้อน  

การมีเพศสัมพันธ์ ได้ไหมเมื่อเราติดเชื้อ  

คนที่เป็นโรคเอดส์นั้นไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ว่าเราควรที่จะระวังให้มาก ลองมาดูว่ามีมีอะไรบ้างที่ควรปฎิบัติก่อนและหลังเสร็จกิจ  

  • เมื่อเราจะมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนเราก็ควรที่จะป้องกันด้วยการที่เราใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อเราจะเพศสัมพันธ์  เพราะว่าถุงยางนั้นจะช่วยป้องกันเชื้อเอชไอวีไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย   
  • เมื่อเราต้องการที่จะมีเพศสัมพันธ์ทางปาก   โอกาสที่เราจะติดเชื้อจากทางช่องปากนั้นเป็นไปได้น้อย  แต่ว่าถ้าเป็นความต้องการหรือว่าแฟนของเราต้องการเราก็ควรที่จะมีแผ่นแดมหรือว่าใช้ถุงยางเพื่อหลีกเลี่ยงการที่เราจะได้รับเชื้อนั่นเอง   
  • การกอดจูบ หรือว่าร่วมกันสำเร็จความใคร่ด้วยการที่เรานวดต่างๆ  นั้นก็ถือว่าเป็นการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยที่สุด   

ถ้าทั้งคุณและแฟนหรือว่าคู่นอนของคุณนั้นเป็นเหมือนกันคุณอาจจะไม่ป้องกันก็ได้  หรือว่าคุณจะเลือกที่จะปรึกษาคุณหมอให้แน่ใจก่อน  แต่ว่าการที่เราจะมีเพศสัมพันธ์กันนั้นเราต้องทำความเข้าใจกันและกันและการที่เรารู้จักป้องกัน  และเป็นความรับผิดชอบในการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย         

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

เราจะมาบอกวิธีในการบอกลาอาการบวมน้ำ

เราเคยไหมที่เราตื่นมาแล้วเรานั้นส่องกระจกดูตัวเองแล้วรู้สึกได้ว่าตัวเรานั้นบวมขึ้น  จนทำให้เราสังเกตเห็นถึงแก้มพุงก็ป่องออกมานั้น รวมไปถึงทั้งแขนและขา  อาการเหล่านี้เขาเรียกว่าอาการที่เราบวมน้ำ  ที่ส่วนใหญ่แล้วมักจะมาจากการที่เรากินอาหารหรือว่าพฤติกรรมของการกินนั่นเอง  เราไปดูสิว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีอาการตัวบวมน้ำได้ขนาดนี้  และยังมีวิธีบอกลาอาการตัวบวมให้กลับมามีหุ่นที่เป๊ะอีกด้วย  

ตัวการสาเหตุที่ทำให้เรามีอาการตัวบวม

 

  • กินเค็ม   เมื่อเรากินอาหารที่เค็มเยอะๆร่างกายก็จะเก็บน้ำไว้โดยอัตโนมัติเพื่อที่จะได้ขับโซเดียมส่วนเกินออกมาทางไตทำให้รู้สึกได้ว่าตัวของเรานั้นเกิดอาการที่บวมๆอึดอัด  และก็อาจจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้   
  • ประจำเดือน  เกิดจากการที่เราไม่สมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจน  และก็กลายให้มีการกักของเหลวในร่างกายนั้นมากเกินกว่าปกติ  
  • กินไฟเบอร์เยอะเกินไป  เมื่อเรากินผักที่มีกากใยอาหารที่เยอะนั้นเป็นเรื่องที่ดีรวมไปถึงการที่เรากินอาหารที่เสริมนั้นด้วยแต่ว่าการที่เรากินมากจนเกินไปนั้นก้อาจจะส่งผลต่อร่างกายของเรานั่นเองอย่างเช่นจะทำให้เรานั้นท้องอืด  
  • การที่เรานั่งในท่าเดิมๆเป็นเวลาที่นาน  การที่เรานั่งหรือว่ายืนอยู่ในท่าเดิมนั้นก้จะส่งผลให้เรานั้นบวมน้ำได้เช่นกัน  โดยเฉพาะหน้าร้อน  

 

วิธีการในการลดอาการบวมน้ำ   

เมื่อเรารู้ตัวว่าเราเกิดอาการบวมน้ำเราก็กินน้ำยิ่งเข้าไปอีก  ไม่ต้อง  งง ค่ะใช่ถูกแล้วการที่เราบวมน้ำให้เรานั้นกินน้ำเข้าไปเพราะว่าการี่เรากินน้ำมากๆนั้นจะช่วยในการขับโซเดี่ยมออกจากร่างกายเป็นอย่างดีนั่นเอง  

เลี่ยงการกินอาหารที่เค็ม   อย่างที่เราเคยบอกไปแล้วว่าการที่เรากินอาหารที่เค็มนั้นจะเสี่ยงต่อการที่เป็นบวมน้ำ  สาเหตุนั้นก็คือการที่เรากินโซเดี่ยมเข้าไปมากเกินไป   ดังนั้นเมื่อเรากินอาหารเราก็ควรที่จะกินอาหารี่ไม่มีรสชาติจัดจนมากเกินไป  ไม่ใสผงชูรส และก็พยายามที่จะไม่กินอาหารที่แช่แข็งหรือว่าที่อยู่ตามร้านสะดวกซื้อ  แต่ถ้าใครนั้นที่ทำอาหารกินเองนั้นเป็นเรื่องที่ดีไปค่ะ   

การออกกำลังกาย   เพียงแค่เรานั้นลุกขึ้นมาขยับขาเบาๆก็เป็นการช่วยในเรื่องของการระบบไหลเวียนของหัวใจ  ซึ่งจะช่วยให้ลดอาการบวมลงได้  นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยให้เลือดลมนั้นได้ไหลเวียนได้ดี  

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออมสิน

อาหารที่ไม่ดีต่อผู้สูงอายุ

เมื่อคนเรามีอายุที่มากขึ้น ระบบการทำงานต่าง ๆในร่างกายก็จะมีประสิทธิภาพการทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม ระบบย่อยอาหารก็เช่นกัน

ดังนั้นผู้ที่มีอายุมากขึ้นการเลือกรับประทานจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะระบบการย่อยอาหารเริ่มทำงานได้น้อยลง หากรับประทานอาหารที่ย่อยยากเข้าไป กระเพาะอาหารก็จะทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆตามมาได้ บทความนี้จึงมาแนะนำเกี่ยวกับอาหารที่ผู้สูงอายุไม่ควรรับประทานเพื่อไม่ให้กระเพาะอาหารทำงานหนักจนเกินไป

อาหารประเภทที่มีไขมันทุกชนิด หากผู้สูงอายุรับประทานอาหารประเภทที่มีไขมันในปริมาณที่มากเกินไป จะส่งผลทำให้เกิดโรคต่าง ๆตามมาได้ง่าย เพราะกระบวนการนำไขมันไปใช้ประโยชน์ของร่างกายผู้สูงอายุทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม จึงเกิดการสะสมของไขมันได้ง่าย ส่งให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย แต่หากรับประทานแค่เพียงเล็กน้อยก็เป็นผลดีเพราะไขมันนั้นเป็นส่วนที่ช่วยในการสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย และยังเป็นตัวที่ช่วยในการดูดซึมวิตามินไปใช้ประโยชน์ตามส่วนต่าง ๆของร่างกายอีกด้วย

เต้าหู้ยี้ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะชอบรับประทานเต้าหู้ยี้ เพราะรับประทานง่าย และยังมีรสชาติที่ถูกปากอีกด้วย แต่หากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป ด้วยความที่ระบบย่อยอาหารของผู้สูงอายุทำงานได้ไม่ค่อยดีนัก จึงจะส่งผลให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้ และในอาหารชนิดนี้มีโซเดียมเป็นส่วนผสมในปริมาณที่มาก หากผู้สูงอายุรับประทานเข้าไปบ่อยครั้ง จะเกิดการสะสมในร่างกายทำให้อาจเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้

ผักกาดดอง หรือจำพวกของดองทุกชนิด เป็นอาหารที่ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะระบบขับถ่ายของผู้สูงอายุนั้นค่อนข้างจะขับถ่ายได้ง่ายกว่าคนในวัยอื่น ๆ การรับประทานของหมักดองจึงอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วงได้ง่าย จึงควรหลีกเลี่ยง แต่หากอยากรับประทานก็สามารถรับประทานได้ในปริมาณที่น้อย เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อระบบขับถ่ายมากจนเกินไป

ผลไม้ที่มีรสชาติหวานจัด การรับประทานผลไม้เป็นสิ่งที่ดีต่อผู้สูงอายุ เพราะช่วยบำรุง และเสริมสร้างวิตามินต่าง ๆให้แก่ร่างกาย แต่หากรับประทานผลไม้ที่มีรสชาติหวานจัดจนเกินไปจะทำให้มีน้ำตาลไปสะสมอยู่ในเลือดสูง เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานในผู้สูงอายุ

แอลกอฮอล์ทุกชนิด เป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุไม่ควรรับประทานเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลเสียต่อร่างกายในหลาย ๆด้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวต่าง ๆควรที่จะหลีกเลี่ยง เพราะอาจทำให้อาการของโรคนั้น ๆกำเริบขึ้นมาได้ด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่เป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด และหัวใจ การรับประทานแอลกอฮอล์เข้าไป อาจทำให้อาการของโรคกำเริบจนถึงขั้นเส้นเลือดในสมองแตก ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน จนอาจเสียชีวิตได้

ดังนั้นผู้สูงอายุจึงควรเลือกในการรับประทานอาหารเป็นอย่างมากเพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอยู่เสมอ และที่สำคัญถึงจะมีอายุที่มากแล้วก็ไม่ควรที่จะลืมการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายด้วย

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

เกลือดำ

เกลือดำ เป็นหินเกลือที่อยู่ตามแถบบริเวณภูเขาไฟได้เผาไหม้จากลาวามานานนับร้อยปี จึงทำให้เกิดสีดำ และจะมีสารของกำมะถัน จึงทำให้มีกลิ่นแรงต่างจากเกลือของประเทศไทยเรา และยังความเป็นค่าประจุไฟฟ้าสูง ในค่าประจุไฟฟ้าลบที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ  ในเกลือดำยังมีแร่ธาตุมากมายถึง84ชนิด เมื่อเรารับประทานเข้าไปจะทำให้เขา ออกกับเซลล์ในร่างกายได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยของร่างกาย และความแตกต่างของเกลือดำกับเกลือของไทย ก็คือสีของเกลือบ้านเราจะเป็นสีขาว มีไอโอดีนช่วยลดการเป็นคอหอยพอก แต่ก็มีโซเดียมสูง

เมื่อรับประทานมากๆอาจจะทำให้เกิดโรคไต โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ แต่สีของเกลือดำนั้นจะเป็นสีฉุนกว่า เมื่อเทาออกดำ และที่ต่างกันอีกอย่างคือกลิ่น กลิ่นของเกลือดำจะทานเข้าไปจะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคต่างๆได้มากมาย

สรรพคุณของเกลือดำ

เกลือดำมานิยมในบ้านเรา เพราะเชื่อว่าสามารถรักษามะเร็งได้ และเมื่อมาซื้อลองรับประทานกันในเกลือดำยังช่วยในหลายๆเรื่องของโรคภัยต่างๆในตัวมนุษย์เรา อย่างช่วยลดกรดไหลย้อน ท้องอืด และยังช่วยลดค่าไตในคนที่เป็นโรคไตวาย ช่วยลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน และยังช่วยลดอาการปวดข้อ ปวดกระดูก รักษาอาการผิวแห้ง ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย และในเกลือดำนั้นมีสารกำถันที่มีอยู่ในเกลือดำนั้นมากจึงเป็นส่วนประกอบของเคราตินที่อยู่ในร่างกายเราจะช่วยสร้างคลอลาเจน จึงช่วยบำรุงผิวให้สวย ขน ผม เล็บให้มีสุขภาพดี และยังช่วยเสริมข้อกระดูกให้มีคลอลาเจนมากขึ้นด้วย

และยังสร้างเนื้อเยื่อให้แก่ร่างกายเราด้วย และในเกลือดำยังมีแร่ธาตุที่ร่างกายเราต้องการมากมาย ยังสามารถช่วยให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย ไม่อ่อนแรงหายเหนื่อยหายเพลียได้อีกเช่นกัน ยังช่วยให้นอนหลับสบาย และยังช่วยชะลอวัยให้แกบรรดาคุณผู้หญิงอีกด้วย

สรรพคุณของเกลือดำนี้ยังไม่หมด เพราะยังช่วยในการรักษา หรือบรรเทาอาการหลายอย่าง หากท่านสนใจอยากจะลองทาน ก็มีช่องทางให้เลือกซื้อมากมาย ก็ลองหาดูในอินเทอร์เน็ตที่มีร้านค้าได้นำเกลือดำมาเสนอขาย ส่วนราคาของเกลือดำนั้นค่อนข้างราคาจะสูงตกกิโลกรัมละ300-400บาท ถ้าสั่งซื้อทางออนไลน์ก็จะมีการบวกค่าส่งไปอีก แต่แค่เห็นสรรพคุณของเกลือดำแล้วก็น่าลองหามาทานกันดู เพราะมีประโยชน์สรรพคุณมากกว่าเกลือบ้านเรา มีติดบ้านไว้ก็ไม่น่าเสียหายอาไร

 

ขอบคุณ  แทงหวยฮานอย  ที่ให้การสนับสนุน

การชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์

การชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์ คือการนำเอาหลักฐานที่สำคัญทั้งหมดอย่างเช่น คราบเลือด คราบอสุจิ เส้นผมหรือสารคัดหลั่งต่างๆ เพื่อช่วยในการสืบค้นเเละหาตัวคนร้ายที่เป็นคนกระทำต่อผู้เสียหาย เพื่อมาช่วยในการไขคดีความทางกฏหมาย เพื่อไห้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในการชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์นี้เป็นการนำเอาวิทยาศาตร์มาใช้ควบคู่กันในการหาสิ่งต่างๆที่คนธรรมดาอาจไม่รู้ ซึ่งการชันสูตรเหล่านี้ เป็นการชันสูตรทางเทคโนโลยีอย่างหนึ่งเช่น การหาทางฟิสิกส์ ชีวะวิทยา เคมี การตรวจด้วยเหงื่อ

เเละยังมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถตรวจได้ด้วย เช่น

1.การใช้ระบบตรวจสอบพิมพ์ลายนิ้วมือหรือ AFIS เป็นการนำคอมพิวเตอร์ออกมาใช้ในการตรวจสอบเเละค้นหาลายนิ้วมือของบุคคลนั้นด้วย ซึ่งการหาเเบบนี้นั้นเป็นการหาที่เฉพาะเจาะจงคนที่ค้นหาได้ถูกต้องเเละตรงที่สุดเพราะลายนิ้วมือของเเต่ละคนนั้นไม่สามารถปลอมเเปลงเเทนกันได้ เเม้กระทั่งฝาเเฝดยังลายนิ้วมือไม่เหมือนกันเลย

2.การหาประวัติอาชญากรหรือCDOS การหาประวัติอาชญากรทำไห้หาตัวผู้ถูกกระทำความผิดได้อย่างง่ายดาย

ซึ่งมีประโยชน์มากจากการสอบสวนสืบคดีความ เพราะถ้าเรามีประวัติของคนร้ายนั้นจะทำไห้ข้อมูลขึ้นมาหมดว่าใครเคยก่อคดีอะไร จากนั้นเราก็จะรู้เเละสืบสาวหาคนร้ายได้อย่างง่ายดายขึ้น ซึ่งการชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์นั้น ก็สามารถหาร่องรอยจากศพได้ เช่น การชันสูตรศพ โดยที่จะนำซากศพมาชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์ด้วย โดยการหาคราบเลือด เเละดีเอ็นเอต่างๆเเละกับการประกอบหาด้วยผู้คนที่ตายคือใคร การชันสูตรเเบบนี้จะนิยมมากในคดีฆาตกรรมของคนที่สูญหายไปนานจนไม่รู้ว่าโครงกระดูกหรือศพนั้นเป็นใครที่สูญหายไป

ซึ่งในการชันสูตรเเบบนี้คือการหาโครงกระดูก การหาระยะเวลาในการตายว่าเสียชีวิตมากี่ชั่วโมงเเล้ว การหารอยฟกช้ำการร่างกายว่าผู้ตายโดนอะไรมา กาหาอาหารในกระเพาะของผู้ตายว่าก่อนจะเสียชีวิตนั้นผู้ตายทานอาหารอะไรมา เเละสภาพศพที่สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์เเละหาการตาย เช่น การจมน้ำ การถูกฆาตรกรรมเเละข่มขืน สารพิษปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกาย

ซึ่งการเสียชีวิตเเบบผิดธรรมชาตินั้นก็จะชันสูตรศพนานหน่อยเพราะต้องใช้ความละเอียดเเละความเเม่นยำซึ่งการชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์ดังกล่าวนั้น เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่วนปัจจุบัน เพื่อใช้ควบคู่กับคดีความเช่นคดีฆาตกรรมเป็นต้น โดยที่จะใช้ตามหาผู้ถูกกระทำหรือตัวคนร้ายได้อย่างชัดเจนว่าเขาคือใคร ซึ่งในอดีตยังไม่มีการชันสูตรทางนิติวิทยาศาตร์ทำไห้หาตัวคนร้ายได้ยากขึ้น จึงได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีเเละมีการใช้วิทยาศาสตร์ต่างๆมาช่วยไขคดีความในการใช้ในการสอบสวนเเละควบคู่กันไปในการปลดลอดคดีความนั้นๆ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

คนท้องควรกิน !!!

สำหรับหญิงสาวคนไหนที่กำลังท้องควรจะมีการบำรุงตัวเองเป็นพิเศษเพราะอาหารที่เรากินเข้าไปนั้นจะส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทางด้านร่างกายหรือสมอง ล้วนส่งผลทั้งสิ้นดังนั้นคุณแม่ที่กำลังตั้งท้องควรจะหาอะไรกินเพื่อเข้าไปเสริมสร้างร่างของของลูกน้อยให้แข็งแรง

มาดูกันว่ามีอาหารอะไรบ้างที่คุณแม่ที่กำลังตั้งท้องควรกิน

  1. ปลาแซลมอน  อย่างแรกเลยคือเนื้อปลา คุณแม่ควรทานเนื้อปลาให้มากมาก ปลาอะไรก็ได้ยิ่งเฉพาะปลาแซลมอนจะดีมากมากเพราะปลาชนิดนี้มีโอเมก้า 3 เยอะซึ่งมันจะช่วยให้ลูกน้อยของคุณมีความจำดีเป็นเด็กฉลาด หากเรากินปลาแซลมอนตั้งแต่ลูกเราอยู่ในท้องก็ประโยชน์ของปลาที่เราจะได้รับจะส่งผลทั้งต่อตัวแม่เองและลูกน้อยในท้องเพราะโอเมก้า 3 จะเข้าไปพัฒนาการทำงานของระบบสมองให้กับทารกในครรภ์
  2. ผักใบเขียวเข้ม อันนี้เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าผักใบเขียวนั้นมีประโยชน์อย่างมาก เพราะจะเต็มไปด้วยวิตามินทั้ง เอ , ซี , เค , และยังมีพวกกรดโฟลิกและแคลเซียมที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จำเป็นต้องใช้งานในปริมาณที่มากอย่างยิ่ง ซึ่งหากเรากินผักใบเขียวเข้าไปจะส่งผลให้ลดความเสี่ยงให้กับเด็กในท้องไม่ต้องมีความผิดปกติตั้งแต่เกิด และยังช่วยเรื่องการดูแลสุขภาพของทั้งแม่และเด็กให้แข็งแรง ซึ่งยังมีผลต่อการพัฒนาการของเด็กทารกได้อีกด้วย ตัวอย่างของผักใบเขียวเข้มที่ควรกิน ได้แก่ ผักคะน้า ผักบรอกโคลี หรือแม้แต่ผักโขม
  3. ข้าวโอ๊ต  สำหรับอาหารที่เหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้น ข้าวโอ๊ตคือหนึ่งในอาหารที่คุณแม่ควรกิน เพราะข้าวโอ๊ตจะมีใยอาหารเยอะ รวมถึงมีทั้งวิตามินบีและแร่ธาตุต่างๆ ดังนั้นหากคุณแม่ที่กำลังท้องกินจะช่วยคุณแม่เรื่องของลดความเสี่ยงในการเป็นโรคโลหิตจางและยังช่วยคุณแม่ในเรื่องการอาเจียน คลื่นไส้ ที่สำคัญช่วยให้ท้องไม่ผูกอีกด้วย ส่วนทางด้านของทารกเองก็จะเข้าไปช่วยเกี่ยวกับการบำรุงสมองของทารก และการสร้างเซลล์สมองและอวัยวะต่างต่างของทารกให้สมบูรณ์แข็งแรง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ นี้เป็นเพียงอาหารบางส่วนที่เหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ยังมีอีกหลายเมนูที่คุณแม่ช่วงตั้งท้องควรจะต้องกินอาหารเหล่านี้ให้มากดีกว่าการไปหาซื้อยาเสริมร่างกายมากินเพราะการกินอาหารเหล่านี้ปลอดภัยมากกว่าการกินยาเสียอีก  ทั้งอิ่มและมีประโยชน์แบบนี้แล้ว คุณแม่แม่ทั้งหลายอย่าลืมหามาทานกันนะคะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

ท้องเสียมากจากการดื่มกาแฟ


ท้องเสียมากจากการดื่มกาแฟ
หลายๆ คนบางทีอาจจะเคยสังเกตว่าสินค้าลดความอ้วน หรือยาระบายถ่ายท้องสำหรับผู้ที่มีลักษณะท้องผูก มักมาในลักษณะของกาแฟสำเร็จรูป บางบุคคลกล่าวว่าดื่มกาแฟอย่างไรก็จำต้องถ่ายอยู่แล้ว เพียงแค่กาแฟปกตินี่แหละ ไม่ต้องใส่สมุนไพรมะขามแขกหรืออะไรทั้งหมด แต่ว่ากับบางบุคคลก็ดื่มกาแฟแล้วไม่มีอาการอะไรใดๆ เพราะเหตุใดถึงเป็นแบบนั้น?

นพ.พิรัตน์ หมอผู้ที่มีความเชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์ เจ้าของเฟซบุ๊คเพจ ความรู้สนุกๆ แบบหมอแมว ชี้แจงว่า

กาแฟ รวมทั้งคาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นตัวรับมัสคารินิก ซึ่งกระตุ้นให้ลำไส้ของเรามีการบีบตัว นอกนั้นการกินน้ำ (กาแฟ) ในจำนวนมาก (3 แก้วขึ้นไป) ก็ทำให้กระเพาะยืดตัว กระตุ้นแก๊สโตรโคลิกรีเฟล็กซ์ ซึ่งทำให้เกิดการถ่ายอย่างหมดไส้หมดท้องได้”

แม้กระนั้นกรณีนี้จะเกิดขึ้นก็เมื่อเป็นผู้ที่ไม่เคยดื่มกาแฟมาก่อน หรือนานๆ ดื่มกาแฟ ไม่ได้ดื่มกาแฟเป็นประจำทุกวัน ด้วยเหตุผลดังกล่าวคนใดกันแน่ที่รู้สึกตัวว่าไม่ค่อยได้ดื่มกาแฟ ก็อย่าดื่มกาแฟมาก เพราะว่านอกเหนือจากจะมีความเสี่ยงต่ออาการท้องเดินแล้ว บางทีอาจโดนฤทธิ์ของคาเฟอีนเข้าไปได้ (ในบางราย) เช่น ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ ไม่สบายใจ ปวดหัว หรือบางบุคคลบางครั้งก็อาจจะแพ้คาเฟอีน ยกตัวอย่างเช่น ริมฝีปาก หรือลิ้นบวม ผื่นขึ้น ถ้าหากมีลักษณะอาการร้ายแรงบางทีอาจถึงกับขนาดหน้าบวม หายใจไม่ออก อ้วกคลื่นไส้ แล้วก็เวียนหัวได้ด้วยเหมือนกัน

โดยเหตุนั้น เทคนิคสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยได้ดื่มกาแฟแล้วต้องการดื่มเพื่อแก้ง่วงนอน หรือต้องการดื่มเพื่อลิ้มชิมรสชาติ ควรที่จะเลือกดื่มกาแฟในสูตรที่ไม่เข้มข้นมากมาย อาจจะเริ่มต้นจากกาแฟลาเต้ มอคค่า หรือสั่งบาริสต้าให้ลดความเข้มข้นกาแฟลง รวมทั้งอย่าดื่มเกิน 1 แก้วในคราวเดียว ตลอดวันไม่ดื่มเกิน 3 แก้ว (แก้วกาแฟ) จิบครั้งละนิด เบาๆ ไม่ดื่มรวดเดียวหมด หรือจะหาอาหารทานระหว่างดื่มกาแฟไปด้วยก็ได้ จะช่วยทำให้ร่างกายซึมซับคาเฟอีนช้าลง

เช็คสุขภาพก่อนวิ่งเพื่ออะไร

สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นออกกำลังกายด้วยการวิ่งนั้น ควรทำการตรวจสุขภาพก่อน เพราะจากเหตุการณ์ที่ผ่านมามักพบการที่เราไม่สามารถคาดเดาเหตุการณ์ข้างหน้าได้ซึ่งจะพบกับนักวิ่งอยู่เสมอ คือการที่กำลังป่วยเป็นโรคบางอย่างอยู่ และเมื่อวิ่งทำให้อาการของโรคกำเริบจนเสียชีวติ โดยเฉพาะโรคหัวใจ ซึ่งหากใช้กำลังหรือออกแรงมากกว่าปกติจะส่งผลกับการเต้นของหัวใจ ทำให้เสียชีวิตจากหัวใจวายขณะวิ่งได้ ดังที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของนักวิ่งเอง ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพก่อนวิ่งอยู่เสมอ ด้วยเหตุผล 2 ข้อ ดังนี้

1. ค้นหาโรคร้ายที่ซ่อนอยู่
ในการตรวจสุขภาพนั้นแน่นอนว่าเป็นการเช็คทุกอย่างของร่างกายเราเพื่อทำการตรวจคัดกรองโรคทั่วไปที่อาจไม่สามารถตรวจพบได้ หรือไม่มีแสดงอาการออกมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะโรคหัวใจ ซึ่งการออกแรงมากเกินกว่าปกติต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจะส่งผลโดยตรงกับการเต้นของหัวใจทำให้หน้ามืด เป็นลม เเน่นหน้าอก ใจสั่น หรือเสียชีวิต รวมถึงโรคร้ายอื่นๆ เช่น โรคเนื้อเยื่อสมองเสื่อมรุนแรงเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของนักกีฬาอาชีพ อย่าง ไมค์ เว็บสเตอร์ (Mike Webster) นักอเมริกันฟุตบอลผู้มีชื่อเสียง ที่ปฏิเสธการตรวจสุขภาพก่อนลงแข่ง

2. ประเมินความเสี่ยงของร่างกาย
ร่างกายของทุกคนมีพื้นฐานความแข็งแรงและอื่นๆ ที่แตกต่างกัน ดังนั้นร่างกายจึงสามารถรองรับหรือทนต่อสิ่งต่างๆ ได้แตกต่างกัน ดังนั้นในการวิ่งมาราธอนที่ต้องใช้กำลังกายและกำลังใจมาก โดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่เคยลงสนามมาก่อน หรือพึ่งลงวิ่งมาราธอนเป็นครั้งแรก บอกกับสภาพอากาศที่ร้อนมากของประเทศไทยยิ่งทำให้การวิ่งนั้นหินมาก มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด (Harvard University) ได้ทำการศึกษาวิจัย และพบว่า มีคนหนุ่มสาวเสียชีวิตขณะเล่นกีฬามากกว่า 200-300 คน ในทุกๆ ปี โดยสาเหตุการตายก็จะมี โรคหอบหืด โรคลมแดด ดังนั้นการหายใจให้เป็นจังหวะและดื่มน้ำให้เพียงพอในระหว่างวิ่ง รวมถึงหมั่นสังเกตอาการขณะวิ่ง ไม่ควรฝืนหากพบว่ามีอาการผิดปกติ การพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนออกวิ่งจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

โรคพยาธิชอนไชผิวหนัง อันตรายแค่ไหน

โรคพยาธิชอนไชผิวหนัง เกิดจากสาเหตุใด ?
จากกรณีการเสนอข่าวเรื่องมีพยาธิสตรองจิลอยด์ (Strongyloidiasis) ที่พบผู้ป่วยติดเชื้อถึงแก่ความตาย ในผู้ที่ไม่สวมรองเท้าชอบเดินเท้าเปล่า จากการที่มีพยาธิไชผิวหนังเข้าไปในร่างกายและเข้าสู่กระแสเลือด ลุกลามไปถึงอวัยวะสำคัญต่างๆ และเสียชีวิตในที่สุด โรคพยาธิชอนไชผิวหนัง เกิดจากพยาธิตัวกลมระยะตัวอ่อนที่สามารถไชเข้าสู่ผิวหนังได้ และพยาธิปากขอที่พบในสัตว์อย่าง แมว สุนัข วัว และควาย รวมไปถึงพยาธิเส้นด้ายของสัตว์

พยาธิ พบได้ที่ไหน ?
แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พยาธิตัวอ่อนในระยะติดต่อพบในดินที่ชื้นแฉะที่ปนเปื้อนมูลสัตว์ และจะไชเข้าสู่ผิวหนังปกติ หรือผิวที่มีแผล ในคนที่เดินเท้าเปล่า หรือเด็กที่นั่งเล่นบนพื้นดิน หรือทรายบริเวณชายหาด

อาการของโรคพยาธิชอนไชผิวหนัง
1. ผื่นขึ้นบริเวณมือ เท้าหรือก้นที่สัมผัสกับดินทรายโดยตรง
2. เห็นเป็นเส้นนูน แดง หรือตุ่มน้ำใส ขนาดประมาณ 3 มม. และอาจยาวถึง 20 ซม. คดเคี้ยวไปมาตามการไชของพยาธิ ซึ่งจะเคลื่อนที่ได้วันละ 2-3 มิลลิเมตร หรือหลายเซนติเมตร
3. มีอาการคันมาก อาการทางผิวหนังมักจะเกิดใน 1-5 วันหลังสัมผัส และคงอยู่ได้นาน 2-14 สัปดาห์หรือนานเป็นปี
4. อาการอื่น ๆ ที่อาจพบในผู้ป่วยบางราย เช่น อาการทางปอด เช่น ไอ หรือ ผื่นลมพิษ
สำหรับตัวจิ๊ดหรือตัวอ่อนของพยาธิจะเคลื่อนที่อยู่ในผิวหนังชั้นลึกๆ จะมีอาการบวมแดง อักเสบและปวด เมื่อพยาธิย้ายที่ไปมา แตกต่างกับกลุ่มพยาธิปากขอ ที่ไม่สามารถเติบโตในร่างกายคนได้ จึงทำได้เพียงแค่ไชอยู่ในผิวหนัง จนตายไปเอง หรือร่างกายเราสามารถกำจัดได้เองจากภูมิคุ้มกันหรือจากการรักษา

การรักษาโรคพยาธิชอนไชผิวหนัง
สำหรับการรักษาพยาธิ สามารถใช้ยาฆ่าพยาธิ ชนิด albendazole 400 มก.ต่อวัน นาน 3 วัน หรือ ivermectin รับประทานครั้งเดียว เป็นการรักษาที่ได้ผลดี เนื่องจากในประเทศไทยพบอัตราการเป็นโรคพยาธิปากขอสูงในแมวและสุนัข และสัตว์เลี้ยงทั้งสองก็มีมากในประเทศไทยทั้งที่มีเจ้าของและไม่มีเจ้าของ จึงมีโอกาสที่พยาธิปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมมาก การป้องกันที่ดีที่สุดคือ ไม่ให้พยาธิไชเข้าร่างกาย จะต้องสวมรองเท้าเวลาเดินเสมอ และหลีกเลี่ยงการนั่งหรือสัมผัสบนดิน ทราย ที่อาจมีการปนเปื้อนมูลสัตว์ และควรถ่ายพยาธิให้แมวและสุนัขเพื่อไม่ให้มีการแพร่ปรสิตสู่ดิน

ปิ้งย่าง ภัยเงียบที่ควรระวัง

เนื้อสัตว์สุดโปรดบนเตาย่างร้อนๆ พลิกไปพลิกมา เสียงดังเปี๊ยะ ซู่ซ่าๆ ชวนน้ำลายไหล แถมยังมาพร้อมกลิ่นหอมของเครื่องเทศที่เราชื่นชอบ แค่นึกก็หิวขึ้นมาทันที

แต่เดี๋ยวก่อน… อาหารปิ้งย่างที่ชวนหิวต้นปียันท้ายปีเนี่ย มันมีอันตรายแอบแฝงมาด้วยนะ ถ้ากินเป็นประจำ ระวังโรคมะเร็งจะถามหา งั้นมาดู 6 ภัยร้ายอาหารปิ้งย่าง และเทคนิคการกินกันเถอะ

6 ภัยร้ายจากอาหารปิ้งย่าง
ฝุ่นละอองที่สามารถลอย หรือแขวนลอย อยู่ในชั้นบรรยากาศ (Aerosols, แอโรซอล) จะทําให้ความเร็วของการไหลของอากาศในปอดลดลง ส่งผลให้เกิดการตกค้างของ “ฝุ่นละอองในปอด” ถ้ามีปริมาณมาก จะทําให้มีโอกาสป่วยด้วย โรคระบบทางเดินหายใจ มากขึ้น

สารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds, VOCs) ทําให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยแบบเฉียบพลัน และเรื้อรัง โดยมีผลโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ และเป็นสารที่มีความเสี่ยงในการก่อมะเร็ง

ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide) สามารถจับกับเลือดได้ดีกว่าออกซิเจนถึง 200-250 เท่า จึงได้ชื่อว่าเป็น “มลพิษไร้สีไร้กลิ่น” หรือ “ฆาตกรเงียบ” เมื่อได้รับก๊าซนี้ ในปริมาณมากจะทําให้ร่างกายเกิดภาวะขาดออกซิเจน และจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

สารไนโตรซามีน ก่อให้เกิดมะเร็งในสัตว์ได้ และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการ เกิดมะเร็งในตับ มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหารในคน

สารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (พีเอเอช – PAHs) – เป็นสารพิษที่ค่อนข้างร้ายแรงมาก เป็นสารเริ่มต้นของสารก่อมะเร็ง พบในเขม่าควันไฟ ไอเสียของเครื่องยนต์ ดังนั้น จึงพบสารชนิดนี้ในส่วนที่ไหม้ เกรียมของอาหารปิ้งย่าง อาหารทอด กรอบ อาหารรมควัน เหมือนที่เราเคยได้ยินคำเตือนว่า “อย่าทานของไหม้เกรียม เสี่ยงเป็นมะเร็งได้นะ”

สารเฮทเทอโรซัยคลิก เอมีนส์ (Heterocyclic amines) – ฤทธิ์ของเจ้าสารตัวนี้ สามารถทำลายสารพันธุกรรม (หรือที่เรียกกันว่า ดีเอ็นเอ) ของร่างกายซึ่งมีผลต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร และลำไส้ใหญ่ และสารนี้ยังสามารถซึมผ่านไปสู่เนื้อเยื่ออื่นๆ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายได้อีกด้วย

เทคนิคลดอันตรายจากอาหาร ปิ้งย่าง
เลือกร้านที่อากาศถ่ายเท – ลองหารีวิวร้านปิ้งย่าง จากโลกโซเชี่ยลว่าร้านไหน อาหารสดใหม่ บรรยากาศดี และที่สำคัญ อาการถ่ายเทไม่อึดอัด

  • เลือกเนื้อไม่ติดมัน – กินปิ้งย่างทำให้อ้วนได้ง่าย ดังนั้นให้พยายามเลือกทานเนื้อปลา และเนื้อไก่เป็นหลัก เพราะ มีไขมันน้อยกว่าเนื้อหมู และเนื้อวัว นั่นเอง

 

  • ไม่ปิ้งจนเกรียม – เพื่อลดสารก่อมะเร็ง และคงรสชาติที่ดี อย่าเผลอปิ้งอาหารจนไหม้เกรียม แต่ถ้าเผลอทำจนเกรียมแล้ว แนะนำให้ทิ้งอย่าไปเสียดาย

 

  • ส่วนรอยไหม้บนเตาปิ้งย่าง ถ้าเห็นว่าเริ่มมีเยอะแล้ว ให้พยายามทำความสะอาด หรือเปลี่ยนเตาปิ้งย่าง เพื่อลดสารพิษนั่นเอง

 

  • ดื่มน้ำเปล่า – เข้าใจว่าอาหารปิ้งย่าง มักต้องทานคู่กับน้ำอัดลม แต่เพื่อสุขภาพที่ดี ควรเลี่ยงน้ำอัดลม หรือดื่มให้น้อยที่สุด แล้วเลือกดื่มน้ำเปล่าแทน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงโรคอ้วนได้ แถมน้ำเปล่ายังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

 

  • ทานผักเยอะๆ – นอกจากเมนูเนื้อสัตว์ต่างๆ ก็ควรเพิ่มเมนูผักเข้าไปด้วย

 

  • ใช้เตาไฟฟ้า – เตาไฟฟ้านอกจากจะไร้ควันที่ก่อมลพิษแล้ว ยังสามารถควบคุมระดับความร้อนได้มากกว่าการใช้เตาถ่านด้วย

 

  • น้ำจิ้มต้องสดใหม่ – น้ำจิ้มที่ดีและรสชาติอร่อย ควรทำสดใหม่ ไม่ใช้น้ำจิ้มค้างคืน เพื่อรสชาติที่ดี และป้องกันการเกิดอาการท้องร่วงได้อีกด้วย